กรุงเทพเลิอกได้: กรุงเทพในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
posted on 30 Nov 2009 13:00 by t-tan in Travel
สวัสดีครับ! ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน เอนทรีนี้ผมเขียนขึ้นมาเพื่อกิจกรรมกรุงเทพเลือกได้โดยเฉพาะ ไหนลองดูซิ ให้ทำออกมาในวัตถุประสงค์ใดก็ได้ จะเป็นในรูปแบบไหนก็ได้งั้นเหรอ งั้นผมเอาแบบบทความดีกว่า ถนัดสุดละ
กรุงเทพในมุมมองของเราอย่างนั้นหรือ คนกรุงเทพและปริมณฑลส่วนใหญ่ก็พอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามีด้านดีและด้านไม่ดีอย่างไร แต่ผมมีแนวคิดที่จะลองนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ลองนึกดูซิ ถ้าสมมุติว่าเราไม่ใช่แม้กระทั่งคนกรุงเทพและปริมณฑล ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย แต่ว่าเป็น "นักท่องเที่ยว" ล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งของประเทศไทยนั้นมาจากการท่องเที่ยว
ช่วงเดือนธันวาคมเนี่ย ทางทวีปยุโรปและอเมริกาจะเข้าสู่ช่วงของวันหยุดยาว โดยเริ่มจากวันศุกร์สีดำ (Black Friday) วันศุกร์ที่ถัดมาจากวันขอบคุณพระเจ้า (วันพฤหัสบดีที่ ๔ ของเดือนพฤศจิกายน) แล้วก็หยุดยาวไปจนถึงวันคริสต์มาส วันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ ในช่วงนี้ ชาวต่างชาติจะนิยมจับจ่าย ซื้อของ เพื่อเป็นของขวัญให้แก่กัน ทางห้างสรรพสินค้าก็จะเห็นเป็นโอกาสดีที่จะลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการกันเยอะๆ โดยจะเปิดให้บริการนานกว่าปกติ แต่...
นอกจากการซื้อของแล้ว ชาวต่างชาติบางคนก็เลือกที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ เป็นการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวหลายๆ วัน อย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่อยากให้ได้คิดกันก็คือ ในโลกนี้ มีหลากหลายประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย แต่คิดดูสิ ทำไมนักท่องเที่ยวบางคนถึงเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทย เลือกที่จะมาเที่ยวกรุงเทพ! แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่พวกเขาอยากมาเยือนเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ อาจจะเป็นเพราะอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ คนในประเทศมีอัธยาศัยดี หรืออาจจะเป็นเพราะมีคนรู้จักของเขาอาศัยอยู่ อย่างผมเนี่ย ที่ลองเขียนเอนทรีนี้ส่งประกวดเพราะว่าได้ไอเดียมาจากเพื่อนชาวต่างชาติที่รู้จักกัน เขาจะมาเที่ยวประเทศไทยเป็นเวลา ๒๐ วัน และอาจจะนัดเจอกันในชีวิตจริงด้วย
อาจจะมีบางคนสงสัยว่าผมกับพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร ผมขอตอบเลยว่า รู้จักกันทางทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์นั่นเอง ช่วงนี้ผมต้องบอกเลยว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์นี่มีพลังมากเหลือล้น สมมุติว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วเขาประทับใจ แล้วเอาประสบการณ์ดีๆ ไปเผยแพร่ เช่น อัพโหลดรูปที่ไปเที่ยวทางเฟซบุ๊ค ถ้ามีความน่าสนใจ ก็จะมีคนเข้าไปดูรูปเหล่านั้นมากขึ้น มีการแสดงความคิดเห็น หรือถ้าเขาเล่าเรื่องการเดินทางของเขาผ่านทางทวิตเตอร์แล้วกลุ่มผู้ติดตาม (followers) สนใจ พวกเขาก็จะทำการบอกต่อด้วยการ "รีทวีต" ซึ่งจะสามารถกระจายไปได้เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสที่คนเหล่านั้นจะมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น บางคนที่เก่งหน่อยก็อาจจะเขียนบทความลงบล็อกหรือเอาไปเผยแพร่ต่อที่เว็บอื่นๆ เพราะฉะนั้น มาดูกันหน่อยว่ากรุงเทพของเรานั้นถุกพูดถึงอย่างไรบ้าง จะขออ้างอิงจากเว็บวิกิเว็บหนึ่ง บทความของกรุงเทพ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นแนวคิดครับ
ในบทความก็พูดถึงกรุงเทพในด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, การเดินทางโดยยานพาหนะต่างๆ, สถานที่พัก, ร้านอาหาร, แหล่งท่องเที่ยว และย่านจับจ่ายใช้สอยมากมาย แต่ที่ผมสะดุดตาก็คือส่วนที่เขียนถึงสิ่งที่ควรระวังเวลามาเที่ยวกรุงเทพ ผมลองอ่านดูแล้วก็เห็นด้วยเหมือนกัน
๑. การเดินทางด้วยพาหนะต่างๆ: จากสถิติในช่วงเจ็ดวันอันตรายที่เคยจัดทำขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่ามอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด จากอุบัติเหตุก็อาจจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากใช้ความเร็วเกินที่กำหนดไว้ หรือไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อกเวลาเดินทางเป็นระยะทางสั้นๆ แต่สำหรับผู้ขับขี่ถูกต้องก็ขอชมเชยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ทางแก้ก็ง่ายมาก รถจักรยานยนต์ควรจะมีหมวกกันน็อกให้ผู้โดยสารใส่ครับ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
๒. พฤติกรรมของร้าน และ/หรือ บริการต่างๆ ที่ชอบเอาเปรียบนักท่องเที่ยว: ก็นะ ผมก็คิดว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าจะเผลอคิดว่าชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในต่างประเทศได้จะต้องเป็นคนที่กระเป๋าหนักพอดู ก็เลยทำการขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงกว่าราคาของคนไทย ยิ่งไปกว่านั้น ในวัฒนธรรมของยุโรปและอเมริกาก็จะมีการให้ทิปเพิ่มเติมด้วย ถ้ามองเป็นเงินบาทไทยก็อาจจะมีมูลค่ามากพอดู แต่ถ้าลูกค้าเป็นคนไทย นอกจากจะไม่ได้ทิป แล้วอาจจะถูกต่อรองราคาอีกต่างหาก (ฮา) ตัวอย่างอีกอันที่เห็นได้ง่ายๆ ก็อาจจะเป็นแท็กซี่ที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารไทย เลือกแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่สำหรับผู้ที่ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเท่าเทียมกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ!
๓. ชาวกรุงเทพ: ลองสมมุติตัวเองว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่กรุงเทพ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนไทยเดินเข้ามาคุยกับเราด้วยท่าทีอันเป็นมิตร แล้วบางทีก็อาจจะพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย! บางทีก็อาจจะถามเราว่า "Is this your first time in Thailand?" ถ้าเจออย่างนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกระแวงขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ ในนี้เขียนเอาไว้ว่า "โดยปกติ ชาวกรุงเทพจะไม่เข้าหาชาวต่างชาติก่อน ถ้าไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง " (ขอให้ข้อความข้างต้นมันไม่เป็นจริงด้วยเถอะ สาธุ!) ผมก็มีคำแนะนำง่ายๆ นะ ถ้าเราหลงทาง เราก็ควรจะถามตำรวจท่องเที่ยวจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัย แล้วก็ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเข้าหานักท่องเที่ยวหรอกครับ เพราะถ้าเขาต้องการจะถามอะไร เขาจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาถามเราเอง
จากสามตัวอย่างที่ให้ไป เมื่อมาคิดดูแล้วก็แทบจะไม่น่าเชื่อว่ามีอย่างนี้จริงๆ แต่ว่านะ ของแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย ใครที่เคยทำสิ่งไม่ดีเอาไว้กับนักท่องเที่ยวในปีที่ผ่านๆ มา ลองกลับมาปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้น การเปลี่ยนความคิดนี่ถึงแม้จะยาก แต่ก็มีผลมาก และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของรัฐมากด้วย เพราะฉะนั้น มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีกันไหมครับ? เพื่อความประทับใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาอยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้งหนึ่ง!
กรุงเทพในมุมมองของเราอย่างนั้นหรือ คนกรุงเทพและปริมณฑลส่วนใหญ่ก็พอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามีด้านดีและด้านไม่ดีอย่างไร แต่ผมมีแนวคิดที่จะลองนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ลองนึกดูซิ ถ้าสมมุติว่าเราไม่ใช่แม้กระทั่งคนกรุงเทพและปริมณฑล ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย แต่ว่าเป็น "นักท่องเที่ยว" ล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งของประเทศไทยนั้นมาจากการท่องเที่ยว
ช่วงเดือนธันวาคมเนี่ย ทางทวีปยุโรปและอเมริกาจะเข้าสู่ช่วงของวันหยุดยาว โดยเริ่มจากวันศุกร์สีดำ (Black Friday) วันศุกร์ที่ถัดมาจากวันขอบคุณพระเจ้า (วันพฤหัสบดีที่ ๔ ของเดือนพฤศจิกายน) แล้วก็หยุดยาวไปจนถึงวันคริสต์มาส วันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ ในช่วงนี้ ชาวต่างชาติจะนิยมจับจ่าย ซื้อของ เพื่อเป็นของขวัญให้แก่กัน ทางห้างสรรพสินค้าก็จะเห็นเป็นโอกาสดีที่จะลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการกันเยอะๆ โดยจะเปิดให้บริการนานกว่าปกติ แต่...
นอกจากการซื้อของแล้ว ชาวต่างชาติบางคนก็เลือกที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ เป็นการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวหลายๆ วัน อย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่อยากให้ได้คิดกันก็คือ ในโลกนี้ มีหลากหลายประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย แต่คิดดูสิ ทำไมนักท่องเที่ยวบางคนถึงเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทย เลือกที่จะมาเที่ยวกรุงเทพ! แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่พวกเขาอยากมาเยือนเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ อาจจะเป็นเพราะอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ คนในประเทศมีอัธยาศัยดี หรืออาจจะเป็นเพราะมีคนรู้จักของเขาอาศัยอยู่ อย่างผมเนี่ย ที่ลองเขียนเอนทรีนี้ส่งประกวดเพราะว่าได้ไอเดียมาจากเพื่อนชาวต่างชาติที่รู้จักกัน เขาจะมาเที่ยวประเทศไทยเป็นเวลา ๒๐ วัน และอาจจะนัดเจอกันในชีวิตจริงด้วย
อาจจะมีบางคนสงสัยว่าผมกับพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร ผมขอตอบเลยว่า รู้จักกันทางทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์นั่นเอง ช่วงนี้ผมต้องบอกเลยว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์นี่มีพลังมากเหลือล้น สมมุติว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วเขาประทับใจ แล้วเอาประสบการณ์ดีๆ ไปเผยแพร่ เช่น อัพโหลดรูปที่ไปเที่ยวทางเฟซบุ๊ค ถ้ามีความน่าสนใจ ก็จะมีคนเข้าไปดูรูปเหล่านั้นมากขึ้น มีการแสดงความคิดเห็น หรือถ้าเขาเล่าเรื่องการเดินทางของเขาผ่านทางทวิตเตอร์แล้วกลุ่มผู้ติดตาม (followers) สนใจ พวกเขาก็จะทำการบอกต่อด้วยการ "รีทวีต" ซึ่งจะสามารถกระจายไปได้เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสที่คนเหล่านั้นจะมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น บางคนที่เก่งหน่อยก็อาจจะเขียนบทความลงบล็อกหรือเอาไปเผยแพร่ต่อที่เว็บอื่นๆ เพราะฉะนั้น มาดูกันหน่อยว่ากรุงเทพของเรานั้นถุกพูดถึงอย่างไรบ้าง จะขออ้างอิงจากเว็บวิกิเว็บหนึ่ง บทความของกรุงเทพ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นแนวคิดครับ
ในบทความก็พูดถึงกรุงเทพในด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, การเดินทางโดยยานพาหนะต่างๆ, สถานที่พัก, ร้านอาหาร, แหล่งท่องเที่ยว และย่านจับจ่ายใช้สอยมากมาย แต่ที่ผมสะดุดตาก็คือส่วนที่เขียนถึงสิ่งที่ควรระวังเวลามาเที่ยวกรุงเทพ ผมลองอ่านดูแล้วก็เห็นด้วยเหมือนกัน
๑. การเดินทางด้วยพาหนะต่างๆ: จากสถิติในช่วงเจ็ดวันอันตรายที่เคยจัดทำขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่ามอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด จากอุบัติเหตุก็อาจจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากใช้ความเร็วเกินที่กำหนดไว้ หรือไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อกเวลาเดินทางเป็นระยะทางสั้นๆ แต่สำหรับผู้ขับขี่ถูกต้องก็ขอชมเชยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ทางแก้ก็ง่ายมาก รถจักรยานยนต์ควรจะมีหมวกกันน็อกให้ผู้โดยสารใส่ครับ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร
๒. พฤติกรรมของร้าน และ/หรือ บริการต่างๆ ที่ชอบเอาเปรียบนักท่องเที่ยว: ก็นะ ผมก็คิดว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าจะเผลอคิดว่าชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในต่างประเทศได้จะต้องเป็นคนที่กระเป๋าหนักพอดู ก็เลยทำการขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงกว่าราคาของคนไทย ยิ่งไปกว่านั้น ในวัฒนธรรมของยุโรปและอเมริกาก็จะมีการให้ทิปเพิ่มเติมด้วย ถ้ามองเป็นเงินบาทไทยก็อาจจะมีมูลค่ามากพอดู แต่ถ้าลูกค้าเป็นคนไทย นอกจากจะไม่ได้ทิป แล้วอาจจะถูกต่อรองราคาอีกต่างหาก (ฮา) ตัวอย่างอีกอันที่เห็นได้ง่ายๆ ก็อาจจะเป็นแท็กซี่ที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารไทย เลือกแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่สำหรับผู้ที่ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเท่าเทียมกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ!
๓. ชาวกรุงเทพ: ลองสมมุติตัวเองว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่กรุงเทพ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนไทยเดินเข้ามาคุยกับเราด้วยท่าทีอันเป็นมิตร แล้วบางทีก็อาจจะพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย! บางทีก็อาจจะถามเราว่า "Is this your first time in Thailand?" ถ้าเจออย่างนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกระแวงขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ ในนี้เขียนเอาไว้ว่า "โดยปกติ ชาวกรุงเทพจะไม่เข้าหาชาวต่างชาติก่อน ถ้าไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง " (ขอให้ข้อความข้างต้นมันไม่เป็นจริงด้วยเถอะ สาธุ!) ผมก็มีคำแนะนำง่ายๆ นะ ถ้าเราหลงทาง เราก็ควรจะถามตำรวจท่องเที่ยวจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัย แล้วก็ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเข้าหานักท่องเที่ยวหรอกครับ เพราะถ้าเขาต้องการจะถามอะไร เขาจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาถามเราเอง
จากสามตัวอย่างที่ให้ไป เมื่อมาคิดดูแล้วก็แทบจะไม่น่าเชื่อว่ามีอย่างนี้จริงๆ แต่ว่านะ ของแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย ใครที่เคยทำสิ่งไม่ดีเอาไว้กับนักท่องเที่ยวในปีที่ผ่านๆ มา ลองกลับมาปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้น การเปลี่ยนความคิดนี่ถึงแม้จะยาก แต่ก็มีผลมาก และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของรัฐมากด้วย เพราะฉะนั้น มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีกันไหมครับ? เพื่อความประทับใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาอยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้งหนึ่ง!



















