Travel

สวัสดีครับ! ท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน เอนทรีนี้ผมเขียนขึ้นมาเพื่อกิจกรรมกรุงเทพเลือกได้โดยเฉพาะ ไหนลองดูซิ ให้ทำออกมาในวัตถุประสงค์ใดก็ได้ จะเป็นในรูปแบบไหนก็ได้งั้นเหรอ งั้นผมเอาแบบบทความดีกว่า ถนัดสุดละ

กรุงเทพในมุมมองของเราอย่างนั้นหรือ คนกรุงเทพและปริมณฑลส่วนใหญ่ก็พอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามีด้านดีและด้านไม่ดีอย่างไร แต่ผมมีแนวคิดที่จะลองนำเสนอในอีกรูปแบบหนึ่ง ลองนึกดูซิ ถ้าสมมุติว่าเราไม่ใช่แม้กระทั่งคนกรุงเทพและปริมณฑล ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย แต่ว่าเป็น "นักท่องเที่ยว" ล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่ารายได้ส่วนหนึ่งของประเทศไทยนั้นมาจากการท่องเที่ยว

ช่วงเดือนธันวาคมเนี่ย ทางทวีปยุโรปและอเมริกาจะเข้าสู่ช่วงของวันหยุดยาว โดยเริ่มจากวันศุกร์สีดำ (Black Friday) วันศุกร์ที่ถัดมาจากวันขอบคุณพระเจ้า (วันพฤหัสบดีที่ ๔ ของเดือนพฤศจิกายน) แล้วก็หยุดยาวไปจนถึงวันคริสต์มาส วันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ ในช่วงนี้ ชาวต่างชาติจะนิยมจับจ่าย ซื้อของ เพื่อเป็นของขวัญให้แก่กัน ทางห้างสรรพสินค้าก็จะเห็นเป็นโอกาสดีที่จะลดราคาสินค้าเพื่อดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการกันเยอะๆ โดยจะเปิดให้บริการนานกว่าปกติ แต่...

นอกจากการซื้อของแล้ว ชาวต่างชาติบางคนก็เลือกที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ เป็นการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวหลายๆ วัน อย่างหนึ่งที่สำคัญมากที่อยากให้ได้คิดกันก็คือ ในโลกนี้ มีหลากหลายประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย แต่คิดดูสิ ทำไมนักท่องเที่ยวบางคนถึงเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทย เลือกที่จะมาเที่ยวกรุงเทพ! แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่พวกเขาอยากมาเยือนเมืองฟ้าอมรแห่งนี้ อาจจะเป็นเพราะอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ คนในประเทศมีอัธยาศัยดี หรืออาจจะเป็นเพราะมีคนรู้จักของเขาอาศัยอยู่ อย่างผมเนี่ย ที่ลองเขียนเอนทรีนี้ส่งประกวดเพราะว่าได้ไอเดียมาจากเพื่อนชาวต่างชาติที่รู้จักกัน เขาจะมาเที่ยวประเทศไทยเป็นเวลา ๒๐ วัน และอาจจะนัดเจอกันในชีวิตจริงด้วย

อาจจะมีบางคนสงสัยว่าผมกับพวกเขารู้จักกันได้อย่างไร ผมขอตอบเลยว่า รู้จักกันทางทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์นั่นเอง ช่วงนี้ผมต้องบอกเลยว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์นี่มีพลังมากเหลือล้น สมมุติว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วเขาประทับใจ แล้วเอาประสบการณ์ดีๆ ไปเผยแพร่ เช่น อัพโหลดรูปที่ไปเที่ยวทางเฟซบุ๊ค ถ้ามีความน่าสนใจ ก็จะมีคนเข้าไปดูรูปเหล่านั้นมากขึ้น มีการแสดงความคิดเห็น หรือถ้าเขาเล่าเรื่องการเดินทางของเขาผ่านทางทวิตเตอร์แล้วกลุ่มผู้ติดตาม (followers) สนใจ พวกเขาก็จะทำการบอกต่อด้วยการ "รีทวีต" ซึ่งจะสามารถกระจายไปได้เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสที่คนเหล่านั้นจะมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น บางคนที่เก่งหน่อยก็อาจจะเขียนบทความลงบล็อกหรือเอาไปเผยแพร่ต่อที่เว็บอื่นๆ เพราะฉะนั้น มาดูกันหน่อยว่ากรุงเทพของเรานั้นถุกพูดถึงอย่างไรบ้าง จะขออ้างอิงจากเว็บวิกิเว็บหนึ่ง บทความของกรุงเทพ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นแนวคิดครับ

ในบทความก็พูดถึงกรุงเทพในด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, การเดินทางโดยยานพาหนะต่างๆ, สถานที่พัก, ร้านอาหาร, แหล่งท่องเที่ยว และย่านจับจ่ายใช้สอยมากมาย แต่ที่ผมสะดุดตาก็คือส่วนที่เขียนถึงสิ่งที่ควรระวังเวลามาเที่ยวกรุงเทพ ผมลองอ่านดูแล้วก็เห็นด้วยเหมือนกัน

๑. การเดินทางด้วยพาหนะต่างๆ: จากสถิติในช่วงเจ็ดวันอันตรายที่เคยจัดทำขึ้นในปีที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่ามอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด จากอุบัติเหตุก็อาจจะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากใช้ความเร็วเกินที่กำหนดไว้ หรือไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวกกันน็อกเวลาเดินทางเป็นระยะทางสั้นๆ แต่สำหรับผู้ขับขี่ถูกต้องก็ขอชมเชยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ทางแก้ก็ง่ายมาก รถจักรยานยนต์ควรจะมีหมวกกันน็อกให้ผู้โดยสารใส่ครับ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

๒. พฤติกรรมของร้าน และ/หรือ บริการต่างๆ ที่ชอบเอาเปรียบนักท่องเที่ยว: ก็นะ ผมก็คิดว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ถ้าจะเผลอคิดว่าชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในต่างประเทศได้จะต้องเป็นคนที่กระเป๋าหนักพอดู ก็เลยทำการขายสินค้าและบริการในราคาที่สูงกว่าราคาของคนไทย ยิ่งไปกว่านั้น ในวัฒนธรรมของยุโรปและอเมริกาก็จะมีการให้ทิปเพิ่มเติมด้วย ถ้ามองเป็นเงินบาทไทยก็อาจจะมีมูลค่ามากพอดู แต่ถ้าลูกค้าเป็นคนไทย นอกจากจะไม่ได้ทิป แล้วอาจจะถูกต่อรองราคาอีกต่างหาก (ฮา) ตัวอย่างอีกอันที่เห็นได้ง่ายๆ ก็อาจจะเป็นแท็กซี่ที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารไทย เลือกแต่ชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่สำหรับผู้ที่ให้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างเท่าเทียมกัน ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ!

๓. ชาวกรุงเทพ: ลองสมมุติตัวเองว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่กรุงเทพ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนไทยเดินเข้ามาคุยกับเราด้วยท่าทีอันเป็นมิตร แล้วบางทีก็อาจจะพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย! บางทีก็อาจจะถามเราว่า "Is this your first time in Thailand?" ถ้าเจออย่างนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกระแวงขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ ในนี้เขียนเอาไว้ว่า "โดยปกติ ชาวกรุงเทพจะไม่เข้าหาชาวต่างชาติก่อน ถ้าไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง " (ขอให้ข้อความข้างต้นมันไม่เป็นจริงด้วยเถอะ สาธุ!) ผมก็มีคำแนะนำง่ายๆ นะ ถ้าเราหลงทาง เราก็ควรจะถามตำรวจท่องเที่ยวจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัย แล้วก็ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเข้าหานักท่องเที่ยวหรอกครับ เพราะถ้าเขาต้องการจะถามอะไร เขาจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาถามเราเอง

จากสามตัวอย่างที่ให้ไป เมื่อมาคิดดูแล้วก็แทบจะไม่น่าเชื่อว่ามีอย่างนี้จริงๆ แต่ว่านะ ของแบบนี้มันเปลี่ยนกันได้ เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย ใครที่เคยทำสิ่งไม่ดีเอาไว้กับนักท่องเที่ยวในปีที่ผ่านๆ มา ลองกลับมาปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้น การเปลี่ยนความคิดนี่ถึงแม้จะยาก แต่ก็มีผลมาก และไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณของรัฐมากด้วย เพราะฉะนั้น มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีกันไหมครับ? เพื่อความประทับใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาอยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้งหนึ่ง!
NOTE: Since I've uploaded the photos and put the English description at http://www.facebook.com/album.php?aid=8710&id=100000161435683&l=7f8f735798, I'd like to write this blog entry in Thai, sorry for your inconvenience. ^^

เมื่อ วันที่ ๑๙-๒๕ ต.ค. ๒๕๕๒ ผมกับน้องๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาครับ วันแรกขึ้นเครื่องบินตอนสี่ทุ่ม เอนทรีนี้จะเป็นรูปวันที่ ๒๐ ต.ค. ที่เราเริ่มเที่ยวในโตเกียว รูปของวันอื่นๆ จะตามมาทีหลังครับ!

หลังจากนั่งเครื่องบินมาจากวันแรก วันที่สอง เราก็มาถึงสนามบินนาริตะ

หลังจากผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้วก็ลงไปซื้อตั๋วเจอาร์พาสที่สถานีรถไฟใต้สนามบินนาริตะ โดยที่ตั๋วใบนี้จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปตามสายในเครือของแจแปน เรลเวย์ กรุ๊ป ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่ซื้อไว้ แต่ถ้าขึ้นรถไฟสายอื่นๆ ก็ยังต้องเสียเงินซื้อตั๋ว ที่เราซื้อมาเป็นแบบเจ็ดวันครับ




นั่งรถไฟสักชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงเมืองอิเคะบุคุโระ



เราเดินทางไปที่ที่พัก ซึ่งก็คือโรงแรมซากุระโฮเท็ล เราจะพักที่นี่เป็นเวลาสองคืน ค่าห้องพักที่นี่ก็ถือว่าไม่สูงมากนักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มากับทัวร์แบบที่เรามานี่ เราแวะเอาสัมภาระไปเก็บก่อนออกเดินทางเที่ยวต่อ



เรานั่งรถไฟมาที่สถานีอุเอโนะ ทานโซบะเป็นมื้อเที่ยง ได้ถ่ายรูปเอาไว้ด้วย เดี๋ยวรูปอาหารจะตามมาในเอนทรีหลังๆ ครับ หลังจากนั้นเราก็ไปเดินเล่นในสวนอุเอโนะ







หลังจากนั้น พวกเราก็ขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีโอคาจิมาจิ เพื่อเดินชมถนนอะเมะโยโกะ ผมก็อยู่รอน้องๆ ที่เดินช้อปปิ้งเครื่องสำอางอยู่นานพอสมควร - -



เจอตู้หยอดหมีชิว ที่น้องผมชอบด้วย



หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปที่วัดอาซาคุสะ




ประตูสายฟ้า



ด้านหน้าของวัดอาซาคุสะ เราสามารถมองเห็นตึกของเบียร์อาซาฮี ด้านบนของตึกถูกออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายกับฟองเบียร์ แต่หลายๆ คนเห็นแล้วคิดว่ามันรูปร่างคล้ายกับ "อุนจิ" ทองคำ มากกว่า - -



จากนั้น พวกเราก็เดินทางไปสู่ย่านที่ผมอยากจะมาที่สุดในการทัวร์ครั้งนี้ ย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและสวรรค์ของคนรักการ์ตูน อากิฮาบาระ นั่นเอง!



เนื่องจากเราเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่จะต้องกลับไปที่โรงแรม ผมเลยตัดสินใจเข้าร้านที่ใกล้ที่สุดในตอนนั้น คือร้าน Gamers เป็นร้านที่เน้นขายของเกี่ยวกับการ์ตูน โดยแต่ละชั้นจะขายของต่างชนิดกันชัดเจน ผมก็ไปช้อปปิ้งบนชั้น ๕ มานิดหน่อย อย่างไรก็ดี ผมก็ยังอยากมาที่นี่อีกครั้งในทริปนี้ เฮ่อ...




ต่อจากอากิฮาบาระ เราก็ขึ้นรถไฟไปอีกหนึ่งสถานี ก็มาถึงสถานีโตเกียว ผมกับน้องๆ แวะไปจั๊มป์ช็อป ถูกใจน้องเขาเลย มีของจากการ์ตูนเรื่องรีบอร์นเพียบ! ผมก็ซื้อเข็มกลัดไปเป็นของฝากเหมือนกัน หลังจากช้อปปิ้งเสร็จก็หาอะไรทาน แล้วกลับมาที่อิเคะบุคุโระ



ห้องพักของโรงแรมเป็นห้องแบบญี่ปุ่น มีฟูกและผ้าปูที่นอนให้นอนกับพื้น เฮ้อ เห็นฟูกนุ่มๆ แล้วชักอยากจะนอน ประกอบกับไม่ได้นอนเต็มที่บนเครื่องบินด้วย เตรียมเข้านอนเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินในวันพรุ่งนี้ดีกว่า



เป็นอันจบการเที่ยววันที่สองของทัวร์หรือวันแรกในญี่ปุ่น รูปที่โพสต์ในนี้ผมเลือกมาแค่บางรูปเท่านั้น ดูรูปมากกว่านี้ได้ที่ http://www.facebook.com/album.php?aid=8710&id=100000161435683&l=7f8f735798 ครับ!
สวัสดีคร้าบ!
Hi!

จากเอนทรีที่แล้ว ผมได้พูดเกี่ยวกับตอนที่ผมไปช่วยคุมสอบ, ทำการนำเสนอ, และเจองานเข้านิดหน่อย มาถึงตอนนี้ก็พอจะพูดได้บ้างละว่าปิดเทอมแล้ว ปิดเทอมคราวนี้ ผมกับน้องๆ ได้วางแผนการกันไว้สักพักหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ การไปเที่ยวกันที่ประเทศญี่ปุ่น เผอิญได้ยินมาว่าจะมีญาติจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน พวกเราก็เลยขอไปด้วย ทำให้นึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว พวกเราก็ไปญี่ปุ่นมาเหมือนกัน แต่ไปกับกรุ๊ปทัวร์กับญาติคนอื่นๆ ที่ไปตอนนั้นยังไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลไว้เพื่อเขียนบล็อก เพราะผมกลับมาอัพบล็อกอีกที่ประมาณหนึ่งเดือนให้หลัง แต่มาคราวนี้ พวกเราจะไปกันเอง ไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ครับ การเดินทางคราวนี้อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปีก่อน เพราะเรื่องที่พัก, สถานที่และแผนการท่องเที่ยว พวกเราต้องคิดกันเองทั้งหมด แต่โชคดีที่มีเพื่อนของคุณน้าช่วยจัดการในบางส่วนให้ อืม ดูๆ ไปแล้ว เที่ยวเองก็มีราคาไม่ค่อยต่างกับไปกับทัวร์เท่าไรแฮะ แต่อย่างไรก็ตาม พวกสัมภาระต่างๆ เราก็ต้องขนไปเองตลอด ทำให้ต้องวางแผนให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เอ...จะเอากระเป๋าแบบไหนไปดีนะ ใหญ่เกินไปก็จะทำให้เดินทางลำบาก เล็กเกินไปก็อาจจะใส่ของได้น้อย
From the last entry, I've talked about the exam proctoring, doing the presentation, having a problem. Right now, I could say that the 1st semester was over. This time, me and my sisters, had planned for doing for a while, that was, travelling to Japan! This reminds me of last year when we went to Japan with the other family members and the tour group. At that time, I haven't record the travelling experience for writing the blog yet because I started writing the blog a month later at that time. For this time, we'll be going to Japan by ourselves and the cousin, without the tour group. So, this trip might not as comfortable as last year because we have to organize the travel plan, find the accomodation by ourselves. Still, we were lucky that the uncle's friend help us manage this. Um, seems like the price is not so different from goint with the tour. Anyways, we have to carry the lagguage by ourselves. So, the good planning is required, for example, which bag would be good? Too large bag would be cumbersome and too small bag won't be able to contain the clothings enough for a week.

ปีที่แล้ว เราไปกันแถวๆ เกาะคิวชู ที่เมืองฟุกุโอกะและนางาซากิ แต่คราวนี้ได้ยินจากน้าว่าเราจะไป 'เข้าเมือง' กันแถวๆ โตเกียว, เกียวโต, และโอซาก้า น่ะครับ แล้วอีกที่หนึ่งที่พอผมได้ยินแล้วทำให้สนใจมากที่สุดก็คือ "อากิฮาบาระ" ว้าว! เมืองแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเกี่ยวกับอนิเมะ ดูเหมือนว่าน้องๆ เริ่มคิดกันแล้วด้วยว่าจะซื้ออะไรดี ก็พอจะเดาออกนะ ต้องอยากได้เมาส์ปากกาอันใหม่ไว้วาดรูปและเขียนโดจินแน่ๆ เลย ส่วนผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่พอมาคิดดูแล้ว ก็คงจะยากพอสมควร เพราะอาจจะใช้เวลาอยู่ที่อากิฮาบาระเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคิดจะซื้ออะไร ควรจะเข้าไปดูสเป็กของที่อยากได้ทางเว็บเตรียมไว้ก่อน ถ้าไปถึงก็ซื้อเลย ถ้ามัวแต่ไปเดินดูของและเลือกของล่ะก็จะเสียเวลามาก ส่วนของเกี่ยวกับอนิเมะที่เล็งเอาไว้ ก็ต้องตัดสินใจเลือกให้ดีเป็นพิเศษ เพราะของบางอย่างแพงมาก ผมคงไม่มีตังค์ซื้อหรอก แต่ถ้าพลาดครั้งนี้ไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้มาญี่ปุ่นอีกครั้งเมื่อไหร่เหมือนกัน อย่างที่ไปเมื่อปีที่แล้วก็หยอดกาจาปองมาเก็บสะสมและเอามาฝากเพื่อนๆ เท่านั้นเอง ส่วนมาปีนี้ก็คิดไว้ว่าอาจจะเน้นซื้อของมาให้รุ่นน้องบ้างก็น่าจะดี แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องเวลาเท่าไร ถ้างั้น...เราก็ซื้อ/หยอดกาจาปองมาจำนวนหนึ่งดีมั้ยน่ะ ถ้าอยากให้ใคร หรือ อันไหนก็จะได้ให้ เพราะน้องบางคนก็มีความสนใจคล้ายๆ กันด้วย ถ้าไม่รู้จะให้ใครดีก็เก็บไว้เองซะเลย กร๊าก! ... แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะซื้อขนมไปฝาก อ. ด้วย
Last week, we went to Kyushu Island, visiting Fukuoka and Nagazaki. This time, we will be going to Tokyo, Kyoto, and Osaka. And a place which catch my attention a lot is Akihabara. Wow! An electric town and also the anime merchandises. Seems like my sisters have thought what will they buy. Let me guess... it must be a new tablet pen for drawing and making doujin for sure! For me, I'm not decided yet. Come to think of it, shopping there would be very hard because we will spend time there for a few hours. If there are anything we want, we have to check its feature early and buy it as soon as we arrived there. We will waste a time for going and choosing there for sure. For the anime merchandise, we have to have a very careful thought because some are so expensive. Still, if I miss this chance, I don't know when will I able to come to Japan again. For example, in the last year, I bought some Gachapons for collecting and giving as a sovenir for my friends. This year, I might buy some for my lowerclassmen, but I'm not sure about the time yet. Maybe I should buy some Gachapons, if I'd like to give, I give, or else, they'll be all mine, wahaha! Also, I must not forget to buy some snack for my teachers.

การไปเที่ยวครั้งนี้ ผมก็จะไม่ลืมถ่ายภาพมาให้ดูแน่นอน เพราะจะได้เอามาอัพบล็อกเล่าประสบการณ์และโพสต์ลง facebook ตอนนี้ก็คิดไว้แล้วว่าก่อนทานอาหารแต่ละมื้อ ต้องไม่ลืมจะถ่ายรูปเสียก่อน เหมือนกับที่ผมทำตอนไปเที่ยวยุโรปเมื่อตอนเดือนเมษายนน่ะครับ
This time, I won't forget to take the photos for sure because they will be useful for me to share the experience on my blog and post some of them into facebook. Now, I think that I'll try taking a photo of every meals before I eat as I've done when I went to Europe on April.

จริงสิ! เครื่องจะออกวันพรุ่งนี้ตอนดึกๆ นี่นา ต้องขอตัวไปจัดของก่อนละครับ ถ้ากลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว ผมจะไม่ลืมอัพบล็อกแน่นอน แล้วเจอกันครับ!
Oh yeah, we have to board the plane tomorrow night. I should go and prepare the lagguage now. When I'm back from Japan, I won't forget to update my blog with this journey for sure. See you all soon!