Travel

สวัสดีคร้าบ!
Hi!

จากเอนทรีที่แล้ว ผมได้พูดเกี่ยวกับตอนที่ผมไปช่วยคุมสอบ, ทำการนำเสนอ, และเจองานเข้านิดหน่อย มาถึงตอนนี้ก็พอจะพูดได้บ้างละว่าปิดเทอมแล้ว ปิดเทอมคราวนี้ ผมกับน้องๆ ได้วางแผนการกันไว้สักพักหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ การไปเที่ยวกันที่ประเทศญี่ปุ่น เผอิญได้ยินมาว่าจะมีญาติจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน พวกเราก็เลยขอไปด้วย ทำให้นึกย้อนไปเมื่อปีที่แล้ว พวกเราก็ไปญี่ปุ่นมาเหมือนกัน แต่ไปกับกรุ๊ปทัวร์กับญาติคนอื่นๆ ที่ไปตอนนั้นยังไม่ได้ทำการเก็บข้อมูลไว้เพื่อเขียนบล็อก เพราะผมกลับมาอัพบล็อกอีกที่ประมาณหนึ่งเดือนให้หลัง แต่มาคราวนี้ พวกเราจะไปกันเอง ไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ครับ การเดินทางคราวนี้อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนปีก่อน เพราะเรื่องที่พัก, สถานที่และแผนการท่องเที่ยว พวกเราต้องคิดกันเองทั้งหมด แต่โชคดีที่มีเพื่อนของคุณน้าช่วยจัดการในบางส่วนให้ อืม ดูๆ ไปแล้ว เที่ยวเองก็มีราคาไม่ค่อยต่างกับไปกับทัวร์เท่าไรแฮะ แต่อย่างไรก็ตาม พวกสัมภาระต่างๆ เราก็ต้องขนไปเองตลอด ทำให้ต้องวางแผนให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เอ...จะเอากระเป๋าแบบไหนไปดีนะ ใหญ่เกินไปก็จะทำให้เดินทางลำบาก เล็กเกินไปก็อาจจะใส่ของได้น้อย
From the last entry, I've talked about the exam proctoring, doing the presentation, having a problem. Right now, I could say that the 1st semester was over. This time, me and my sisters, had planned for doing for a while, that was, travelling to Japan! This reminds me of last year when we went to Japan with the other family members and the tour group. At that time, I haven't record the travelling experience for writing the blog yet because I started writing the blog a month later at that time. For this time, we'll be going to Japan by ourselves and the cousin, without the tour group. So, this trip might not as comfortable as last year because we have to organize the travel plan, find the accomodation by ourselves. Still, we were lucky that the uncle's friend help us manage this. Um, seems like the price is not so different from goint with the tour. Anyways, we have to carry the lagguage by ourselves. So, the good planning is required, for example, which bag would be good? Too large bag would be cumbersome and too small bag won't be able to contain the clothings enough for a week.

ปีที่แล้ว เราไปกันแถวๆ เกาะคิวชู ที่เมืองฟุกุโอกะและนางาซากิ แต่คราวนี้ได้ยินจากน้าว่าเราจะไป 'เข้าเมือง' กันแถวๆ โตเกียว, เกียวโต, และโอซาก้า น่ะครับ แล้วอีกที่หนึ่งที่พอผมได้ยินแล้วทำให้สนใจมากที่สุดก็คือ "อากิฮาบาระ" ว้าว! เมืองแห่งเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเกี่ยวกับอนิเมะ ดูเหมือนว่าน้องๆ เริ่มคิดกันแล้วด้วยว่าจะซื้ออะไรดี ก็พอจะเดาออกนะ ต้องอยากได้เมาส์ปากกาอันใหม่ไว้วาดรูปและเขียนโดจินแน่ๆ เลย ส่วนผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่พอมาคิดดูแล้ว ก็คงจะยากพอสมควร เพราะอาจจะใช้เวลาอยู่ที่อากิฮาบาระเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าคิดจะซื้ออะไร ควรจะเข้าไปดูสเป็กของที่อยากได้ทางเว็บเตรียมไว้ก่อน ถ้าไปถึงก็ซื้อเลย ถ้ามัวแต่ไปเดินดูของและเลือกของล่ะก็จะเสียเวลามาก ส่วนของเกี่ยวกับอนิเมะที่เล็งเอาไว้ ก็ต้องตัดสินใจเลือกให้ดีเป็นพิเศษ เพราะของบางอย่างแพงมาก ผมคงไม่มีตังค์ซื้อหรอก แต่ถ้าพลาดครั้งนี้ไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้มาญี่ปุ่นอีกครั้งเมื่อไหร่เหมือนกัน อย่างที่ไปเมื่อปีที่แล้วก็หยอดกาจาปองมาเก็บสะสมและเอามาฝากเพื่อนๆ เท่านั้นเอง ส่วนมาปีนี้ก็คิดไว้ว่าอาจจะเน้นซื้อของมาให้รุ่นน้องบ้างก็น่าจะดี แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องเวลาเท่าไร ถ้างั้น...เราก็ซื้อ/หยอดกาจาปองมาจำนวนหนึ่งดีมั้ยน่ะ ถ้าอยากให้ใคร หรือ อันไหนก็จะได้ให้ เพราะน้องบางคนก็มีความสนใจคล้ายๆ กันด้วย ถ้าไม่รู้จะให้ใครดีก็เก็บไว้เองซะเลย กร๊าก! ... แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะซื้อขนมไปฝาก อ. ด้วย
Last week, we went to Kyushu Island, visiting Fukuoka and Nagazaki. This time, we will be going to Tokyo, Kyoto, and Osaka. And a place which catch my attention a lot is Akihabara. Wow! An electric town and also the anime merchandises. Seems like my sisters have thought what will they buy. Let me guess... it must be a new tablet pen for drawing and making doujin for sure! For me, I'm not decided yet. Come to think of it, shopping there would be very hard because we will spend time there for a few hours. If there are anything we want, we have to check its feature early and buy it as soon as we arrived there. We will waste a time for going and choosing there for sure. For the anime merchandise, we have to have a very careful thought because some are so expensive. Still, if I miss this chance, I don't know when will I able to come to Japan again. For example, in the last year, I bought some Gachapons for collecting and giving as a sovenir for my friends. This year, I might buy some for my lowerclassmen, but I'm not sure about the time yet. Maybe I should buy some Gachapons, if I'd like to give, I give, or else, they'll be all mine, wahaha! Also, I must not forget to buy some snack for my teachers.

การไปเที่ยวครั้งนี้ ผมก็จะไม่ลืมถ่ายภาพมาให้ดูแน่นอน เพราะจะได้เอามาอัพบล็อกเล่าประสบการณ์และโพสต์ลง facebook ตอนนี้ก็คิดไว้แล้วว่าก่อนทานอาหารแต่ละมื้อ ต้องไม่ลืมจะถ่ายรูปเสียก่อน เหมือนกับที่ผมทำตอนไปเที่ยวยุโรปเมื่อตอนเดือนเมษายนน่ะครับ
This time, I won't forget to take the photos for sure because they will be useful for me to share the experience on my blog and post some of them into facebook. Now, I think that I'll try taking a photo of every meals before I eat as I've done when I went to Europe on April.

จริงสิ! เครื่องจะออกวันพรุ่งนี้ตอนดึกๆ นี่นา ต้องขอตัวไปจัดของก่อนละครับ ถ้ากลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว ผมจะไม่ลืมอัพบล็อกแน่นอน แล้วเจอกันครับ!
Oh yeah, we have to board the plane tomorrow night. I should go and prepare the lagguage now. When I'm back from Japan, I won't forget to update my blog with this journey for sure. See you all soon!

เอาล่ะ ในที่สุดก็มาถึง part สุดท้ายของการเที่ยวยุโรปแล้วครับ คราวนี้จะเอาของซื้อตอนที่อยู่ในยุโรปมาให้ดูกัน ของที่ซื้อมาก็ไม่ได้หรูหราอะไรมากหรอกครับ ส่วนใหญ่จะเป็นของกินซะมากกว่า... ไปดูกันเลย

สามอย่างแรกนี่ซื้อมาตอนอยู่ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เมื่อพูดถึงเมืองเวนิสก็ต้องนึกถึงหน้ากากสำหรับงานคาร์นิวัล ซื้อมาทั้งหมด 3 อัน อันละ 15 ยูโร (ประมาณ 750 บาท) ถ้าเอาไปใส่คอสเพลย์นี่คงอลังการน่าดู... หน้ากากแต่ละอันก็ไม่เหมือนกัน เช่น: หน้ากากปิดครึ่งหน้า


หน้ากากปิดส่วนบนของหน้า


และ หน้ากากปิดส่วนหน้าทั้งหมด


หน้ากากสองอันแรกจะมีแท่งไม่ไว้เสียบเพื่อถือหน้ากากได้ ส่วนอันที่สามมีสายเอาไว้ผูกกับหน้า แล้วก็สายสำหรับแขวนโชว์ได้ด้วย

อีกอย่างที่ซื้อมาตอนอยู่ในอิตาลี ก็คือแป้งพาสต้าที่ทำเป็นรูปริบบิ้น อยากรู้นักว่าซื้อมาแล้วจะกล้าเอาไปทำอาหารมั้ย หรือว่าสวยอย่างนี้จะเก็บเอาไว้ตั้งโชว์ดีกว่า...จะทานก็เสียดาย


ตอนอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ก็ซื้อช็อคโกแลตยี่ห้อ Confiland มา เป็นแบบหนึ่งแพ็คมีห้ารส ราคา 10 ยูโร หรือ หนึ่งอันราคา 2 ยูโรนั่นเอง มีดาร์คช็อคโกแลต (Noir) ผสมอัลมอนด์ (ตอนที่ถ่ายรูป รสนี้ถูกทานไปหมดแล้ว เลยไม่มีรูป - -') ช็อคโกแลตนมสอดไส้ครีมช็อคโกแลต


ช็อคโกแลตนม


ช็อคโกแลตสอดไส้ครีมอัลมอนด์


และ ไวท์ช็อคโกแลตผสมเปลีอกส้ม

หมายเหตุ: ตอนนี้ ช็อคโกแลตทั้งหมดถูกกินเรียบแล้วครับ เหลือแต่รูปภาพเก็บไว้ดูต่างหน้า

ในตอนที่อยู่ฝรั่งเศส ก็ซื้อของที่ร้านขายของที่ระลึก ซื้อพวงกุญแจมาสามอัน คิดว่าคงจะไม่เก็บเอาไว้หรอก น่าจะเอาไปแจกคนอื่นๆ อันซ้ายสุดทำเป็นคำได้สองคำ คือ "LOVE?" กับ "PARIS" สองอันขวาก็หมุนได้ ด้านหนึ่งเป็นรูปหอไอเฟล อีกด้านเป็นรูปประตูชัย


ส่วนพวกของแบรนด์เนม อย่างกระเป๋ากับเครื่องสำอางค์ คนอื่นๆ พวกญาติๆ ก็ซื้อกันบ้าง แต่ผมไม่กล้าซื้อหรอก แพง - -'

ก็มีอยูาแค่นี้ล่ะครับ บายครับ!

จากหลายๆ เอนทรีที่แล้ว ที่ผมเล่าเกี่ยวกับไปเที่ยวยุโรปน่ะ ก็เล่าไปว่า เราไปไหน แล้วก็เราไปทำอะไรมาบ้าง แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เล่า แต่ก็อยากจะบ่นให้ฟังด้วย...

เรื่องเครื่องบิน อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเราใช้สายการบินมาเลเซีย ตอนนั่งเครื่องบินเนี่ยนับได้ว่าเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของการเดินทางเลยล่ะครับ ต้องนั่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลาประมาณ 14 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้เตรียมหนังสือมาอ่าน หรือว่าบนเครื่องบินไม่มีบริการด้านความบันเทิงแบบนี้ล่ะก็... แต่ดีที่มีจอ LCD กับแผงควบคุมสารพัดประโยชน์ที่ดึงออกมาได้ ก็มีอะไรให้ทำหลายๆ อย่าง เช่น มีข่าวให้อ่าน มีเพลงให้ฟัง มีภาพยนต์ให้ดู แล้วยังมีเกม เกมที่มีให้เล่นก็พวกเกมคอมพิวเตอร์อย่าง Solitiare, Minesweeper, Zuma, Dynomite อะไรแบบนี้น่ะครับ



แต่อาหารของสายการบินมาเลเซียนี่อร่อยดีครับ ที่มีบ่อยๆ ก็เป็นข้าวแกงกระหรี่ไก่ของมาเลเซีย ผมชอบเพราะมันมีรสชาตของเครื่องเทศ อร่อยดี นอกจากข้าวแกงกะหรี่ไก่แล้ว ก็มีออมเลต, พิซซ่า

ก่อนที่จะเดินทางไปยุโรป (ขาไป) หรือกลับกรุงเทพ (ขากลับ) ต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินมาเลเซียก่อน ตอนนี้ก็ชักจะสงสัยแล้วสิว่านั่งเครื่องบินของมาเลเซียสองต่อเนี่ยมันถูกกว่านั่งเครื่องบินของการบินไทย จากกรุงเทพ รวดเดียวถึงยุโรปเลยเหรอ ไกด์ก็บอกว่าใช่ อ้าว! งั้นก็คงมีสายการบินอื่นๆ ที่ถูกกว่าการบินไทย แล้วก็ไปยุโรปเหมือนกันงั้นสิ ไกด์ก็อธิบายเพิ่มว่า สายการบินประเทศอื่น เช่น ของแอฟริกาก็ถูกกว่าการบินไทยเหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนเครื่องประมาณครึ่งหนึ่งของการเดินทาง แต่ของมาเลเซียนี่จะให้เปลี่ยนเครื่องที่มาเลเซีย แล้วก็นั่งยาวไปที่ยุโรปเลย ก็ดีเหมือนกันแฮะ จะได้ไม่ต้องตื่นมากลางคันในขณะที่นอนอยู่ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเต็มที่หรอก เพราะผมเกิดอาการเจ็ทแลคไปแล้วเรียบร้อย... เอ๋อออออออ... มึน - -'

ตอนวันกลับ เราไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ที่สนามบินนี่ไม่ค่อยดีเท่าไร สงสัยเป็นเพราะวันนั้นมีนักท่องเที่ยวเยอะล่ะมั้ง ต้องต่อแถวเช็คอิน กับต่อแถวตอนตรวจวัตถุระเบิดก่อนขึ้นเครื่องบินเลยยาวมากๆ คิดว่าใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงได้เลยมั่งเนี่ย! แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นเครื่องบินก่อนที่ประตูจะปิด เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย กลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 10 โมง ถึงบ้านเกือบบ่าย ถึงแล้วยังง่วงอยู่เลย...

เรื่องที่พัก โรงแรมส่วนใหญ่ที่ไปพักก็ดีครับ เป็นพวกโรงแรม 4 ดาว แต่บางที คนไทยก็อาจจะงงกับบางเรื่องเหมือนกัน อย่างเช่น โรงแรมที่เราไปพักในวันที่สอง (ก็วันแรกนอนบนเครื่องบินนี่นา) พอเข้าห้องพักแล้วก็เหมือนจะมีปัญหา เปิดแอร์ไม่ได้ ก็งงกันใหญ่ เพราะเปิดไม่ได้กันทั้งคณะทัวร์เลย เลยต้องให้ไกด์ไปคุยกับพนักงานให้ ก็เลยรู้สาเหตุว่า เดือนเมษายนเนี่ยเพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิของยุโรป อากาศยันเย็นอยู่ เลยยังไม่เปิดแอร์ อืม... มีเหตุผลดี ถ้างั้นเดี๋ยวคืนนี้เปิดหน้่าต่างนอนก็ได้ พอเปิดหน้าต่างได้สักพักก็เริ่มมียุงบินเข้ามา เฮ้ย ยุง! แถวนี้เนี่ยนะ ยิ่งเปิดนานก็เริ่มมียุงเข้ามามากขึ้น ถึงอากาศจะเย็นก็จริง แต่ก็อยากให้มีการไหลของอากาศบ้าง ไม่งั้นมันจะรู้สึกอึดอัด สุดท้ายก็เลยเปิดหน้าต่างแง้มไว้ แล้วก็นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ดี... มีลมนิดหน่อย แล้วกันยุงได้ค่อยยังชั่ว... โรงแรมอื่นๆ ก็ถือว่าโอเค.. . โรงแรมส่วนใหญ่ก็มีโทรทัศน์ช่อง BBC กับ CNN ที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยพอที่จะติดตามข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทยในขณะนั้นได้ด้วย บางโรงแรมก็มีโทรทัศน์ทันสมัยมากจนสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย ของแบบนี้หาดูได้ยากในไทยนะเนี่ย!


เรื่องของความปลอดภัย ตามเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราไป ไกด์ก็ต้องคอยเตือนเป็นระยะๆ ให้พวกเราระวังพวกมิจฉาชีพและพวกไว้ด้วย เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเยอะตามเมืองที่เราไป ก็เลยบอกให้เอาเฉพาะของที่จำเป็นใส่ไว้ในกระเป๋าเท่านั้น แล้วให้เอากระเป๋าไว้ด้านหน้า เพราะถือว่าด้านหน้าเป็นกระเป๋าของเรา ด้านหลังเป็นกระเป๋าของเขา แต่คณะที่เราไปเที่ยวมาก็ไม่พบกับปัญหาเรื่องนี้ครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องกฏหมาย ในยุโรปนี่มีกฏหมายที่เคร่งครัดมาก ยกตัวอย่างเช่น ด้านการจราจร รถในยุโรปเนี่ยจะมีป้ายทะเบียนคล้ายๆ กัน คือมีสัญลักษณ์ของ EU, ตัวอักษรย่อของประเทศ แล้วก็เลขทะเบียน ถึงจะอยู่ใน EU เหมือนกันตำรวจก็มักจะเพ่งเล็งรถที่ไม่ได้อยู่ในประเทศของตน อย่างรถโค้ชที่เราขึ้นเนี่ยเป็นของอิตาลี ตอนเข้ามาในฝรั่งเศส ก็เลยต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะโดนจับปรับ ค่าปรับก็แพงซะด้วยสิ ถึงแม้ว่าทัวร์เราจะมีผู้สูงอายุเดินทางไปด้วยก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะจอดให้ลงใกล้ๆ ได้ ต้องไปจอดตามที่จอดรถที่จัดไว้ให้ แล้วเดินมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร ซึ่งรถโค้ชท้องถิ่นจะรู้เรื่องการจราจรในปารีสดีกว่า ก็เลยกล้าที่จะจอดนอกเขตมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ด้านในของพิพิธภัณฑ์จะมีถนนตัดผ่าน แถวนั้นจะถือว่าเป็นเขตสีแดง ห้ามจอดรถทุกชนิด กลุ่มของเราคิดจะแวะไปถ่ายรูปกับพีระมิดแก้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ กะจะใช้เวลากันแค่ 10 นาที แล้วรีบกลับมาขึ้นรถ แต่พอกลับมาได้... แย่ละสิ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงแล้วเรอะเนี่ย! เร็วชะมัดเลย คนขับรถก็เลยโดนใบสั่ง ให้ไปจ่ายค่าปรับประมาณ 100 กว่ายูโร! หลังจากนั้นก็พาพวกเราไปที่ร้านขายสินค้าปลอดภาษีร้านหนึ่ง ที่มีเจ้าของร้านเป็นคนไทย คนขับรถก็เลยไปจ่ายค่าปรับที่นั่น ด้านนอกของร้านปลอดภาษีก็มีร้านขายของที่ระลึก มีขายหลายอย่าง เช่น พวกกุญแจรูปร่างต่าง, ปากกา, หอไอเฟลจำลอง, เสื้อ, หมวก, และอีกหลายอย่าง

เรื่องอาหาร แน่นอนว่าเรามาเที่ยวยุโรปก็ต้องได้ทานอาหารอิตาเลียน เช่น สลัด, พาสต้า, พิซซ่า อาหารสวิส ซึ่งก็คือฟองดู แต่...ไม่ได้ทานอาหารฝรั่งเศสน่ะสิ... ก็คิดเอาไว้ว่าถ้ามาฝรั่งเศสเนี่ยน่าจะได้ทานอาหารฝรั่งเศสซักหนึ่งมื้อ ตามร้านคาเฟ่ข้างทางก็คงจะดี... นอกจากอาหารท้องถิ่นแล้ว ปกติก็จะทานแต่อาหารจีนเป็นหลัก ช่วงหลังๆ พอเริ่มเข้าฝรั่งเศสแล้วก็มีอาหารไทยให้ทานบ้าง มีพวกไข่เจียว ต้มยำ ปลาทู ทานแล้วก็ทำให้คิดถึงอาหารไทยเลย!

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องเครื่องดื่ม อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าน้ำประปาในยุโรปเนี่ยสะอาดจนดื่มจากก๊อกได้เลย เราก็เลยไม่ค่อยเสียเงินซื้อน้ำสักเท่าไร แค่ซื้อน้ำขวดพลาสติกมาช่วงแรก หนึ่งขวด แล้วก็เติมน้ำเปล่าดื่มได้ตลอดการเดินทางเลย (ยกเว้นบางวันที่เดินมากๆ จนอยากดื่มโค้กแทน...) แล้วตอนทานอาหารเช้าที่โรงแรม นอกจากจะมีพวกชากับกาแฟบริการแล้ว ก็ยังมีโกโก้ร้อนให้ทานด้วย ในขณะที่โรงแรมในไทยส่วนใหญ่ที่เคยไปมา มีแค่ชากับกาแฟเท่านั้น เฮ้อ... ตอนที่เดินไปทานอาหารในเมืองดิจง เราก็เดินผ่านร้านหนังสือด้วย ดูหนังสือการ์ตูนพวกนี้สิ รู้สึกว่าจะออกช้ากว่าที่ไทยซะอีกนะเนี่ย!


ตอนกลับมาถึงไทยก็เจอเข้ากับอากาศร้อนเข้าอย่างจัง โอย...ชักอยากจะกลับไปยุโรปอีกซะแล้วสิ... ทั้งร้อน ทั้งง่วง (เพราะเจ็ตแลค) ก็เลยนอนผิดเวลา กว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ก็อีกสองสามวันถัดมา เท่านั้นยังไม่จบ ผมก็คิดเอาไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยวแล้วล่ะว่าจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับตอนเที่ยวมาเล่าให้ฟังผ่านทางบล็อก ก็เลยต้องถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย คนที่ติดตามบล็อกผมก็จะรู้ว่าผมเริ่มเล่น exteen ตั้งแต่ปลายปี 2549 เล่นได้ไม่กี่เดิอน ก็หายไปเฉยๆ ซะสองปี แล้วก็กลับมาอีกครั้งตอนปลายเดือนพฤษจิกายน 2551

หลังจากถ่ายรูปไว้แล้วก็ต้องอัพโหลดรูปเอาไว้ จะได้ให้คนแวะเข้ามาดูได้ คิดไว้ว่าจะไม่ใช้ของ photobucket เพราะว่าส่วนใหญ่ ผมใช้ photobucket เก๊บรูปสำหรับโพสต์ส่วนตัว ถ้าใส่รูปภาพทั้งหมดที่ถ่ายมาลงในบล็อกคงจะโหลดโหดน่าดู อยากจะมีที่เก็บรูปสาธารณะ ก็เลยไปสมัครบัญชีฟรีของ flickr ให้เนื้อที่ตั้ง 2 GB ตอนอัพโหลดรูปที่ไปเที่ยวในสองประเทศแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร คำอธิบายภาพก็เขียนได้ยาวดี พอจะอัพของตอนไปฝรั่งเศสก็มีข้อความขึ้นมาบอกว่า บัญชีฟรีของ flickr จะแสดงเฉพาะ 200 รูปล่าสุดใน photostream ทั้งหมดที่อัพโหลดไปเท่านั้น อ้าว แย่ละสิ ยังเหลือรูปอีกเยอะเลย ถ้าอัพหมดละก็เกิน 200 รูปแน่ ซึ่งผมก็ไม่รอให้มันเกิดขึ้นหรอก ก็เลยย้ายมาใช้ Windows Live Skydrive เรียบร้อย ให้เนื้อที่ตั้ง 25 GB แน่ะ! แต่ก็มีข้อจำกัดนิดหน่อย ทุกคนเข้ามาดูได้ ถ้าจะแสดงความคิดเห็นต้อง log in ก่อน คำอธิบายก็เขียนได้เพียง 255 ตัวอักษร บางภาพ ถ้าอธิบายแบบสองภาษา (ให้เพื่อนที่เล่น The Nethernet ที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาดู) จะไม่พอ อีกตัวเลือกหนึ่งที่ดูไว้ก็คือบัญชีฟรีของ screencast ที่เพื่อนต่างประเทศแนะนำมา ก็ใช้ได้ ให้เนื้อที่ 2 GB ใครจะมาดูหรือ comment ก็ได้ แต่พิมพ์ภาษาไทยไม่ได้นี่สิ... (เมื่อ 25 เม.ย. 52)

อ๊ะ จริงสิ ยังนึกออกอีกเรื่องนึง ในวันที่สอง ที่เราอยู่ในปารีส ช่วงบ่าย หลังจากเราไปถ่ายรูปกับหอไอเฟลแล้ว ไกด์ก็พาเราไปที่ห้างสรรพสินค้าลาฟาแยต (Lafayette) ซึ่งชื่อของห้างเป็นชื่อของนายพล ผู้นำกองทัพการปฏิวัติฝรั่งเศส ห้างนี้มีสามส่วน ห้างที่ขายผลิตภัณฑ์สำหรับสุภาพบุรุุษ ห้างสำหรับที่ขายผลิตภัณฑ์ของสุภาพสตรี และห้างสรรพสินค้าทั่วไป แล้วไกด์ก็ให้ลูกทัวร์เดินห้างได้อย่างอิสระ โดยกลับมาพบกันที่จุดนัดพบ ห้างนี้ส่วนใหญ่ก็ขายสินค้าที่เป็นที่มีชื่อเสียงในปารีส เช่น เครื่องสำอางค์ น้ำหอม กระเป๋า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะเป็นที่สนใจของผมนัก แม่ก็ถามว่าจะไปเดินดูอะไรหรือเปล่า ผมตอบว่าไม่ แม่ก็เลยฝากให้ผมช่วยดูแลคุณตากับคุณยาย ส่วนแม่กับน้าอีกสองคนจะไปเดินช็อปปิ้งกัน ผมก็เลยรับอาสาจะดูแลให้ ผมก็พาคุณตาคุณยายไปนั่งรอที่แมคโดนัลด์ สั่งอาหารและเครื่องดื่มมาทานกันระหว่างรอ ดีนะที่พนักงานเข้าใจภาษาอังกฤษ เลยไม่ต้องกังวลว่าต้องพูดภาษาฝรั่งเศส (ที่ผมพูดไม่ได้เลยนอกจาก Bonjour, Merci, กับ Au revoir เท่านั้น - -')

โอเค... ตอนนี้ก็จบ part 4 แล้ว เหลืออีก part นึง ผมจะเอารูปของที่ซื้อมาให้ดูกันครับ

บายครับ!