จากหลายๆ เอนทรีที่แล้ว ที่ผมเล่าเกี่ยวกับไปเที่ยวยุโรปน่ะ ก็เล่าไปว่า เราไปไหน แล้วก็เราไปทำอะไรมาบ้าง แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เล่า แต่ก็อยากจะบ่นให้ฟังด้วย...

เรื่องเครื่องบิน อย่างที่เล่าไปแล้วว่าเราใช้สายการบินมาเลเซีย ตอนนั่งเครื่องบินเนี่ยนับได้ว่าเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของการเดินทางเลยล่ะครับ ต้องนั่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลาประมาณ 14 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้เตรียมหนังสือมาอ่าน หรือว่าบนเครื่องบินไม่มีบริการด้านความบันเทิงแบบนี้ล่ะก็... แต่ดีที่มีจอ LCD กับแผงควบคุมสารพัดประโยชน์ที่ดึงออกมาได้ ก็มีอะไรให้ทำหลายๆ อย่าง เช่น มีข่าวให้อ่าน มีเพลงให้ฟัง มีภาพยนต์ให้ดู แล้วยังมีเกม เกมที่มีให้เล่นก็พวกเกมคอมพิวเตอร์อย่าง Solitiare, Minesweeper, Zuma, Dynomite อะไรแบบนี้น่ะครับ



แต่อาหารของสายการบินมาเลเซียนี่อร่อยดีครับ ที่มีบ่อยๆ ก็เป็นข้าวแกงกระหรี่ไก่ของมาเลเซีย ผมชอบเพราะมันมีรสชาตของเครื่องเทศ อร่อยดี นอกจากข้าวแกงกะหรี่ไก่แล้ว ก็มีออมเลต, พิซซ่า

ก่อนที่จะเดินทางไปยุโรป (ขาไป) หรือกลับกรุงเทพ (ขากลับ) ต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินมาเลเซียก่อน ตอนนี้ก็ชักจะสงสัยแล้วสิว่านั่งเครื่องบินของมาเลเซียสองต่อเนี่ยมันถูกกว่านั่งเครื่องบินของการบินไทย จากกรุงเทพ รวดเดียวถึงยุโรปเลยเหรอ ไกด์ก็บอกว่าใช่ อ้าว! งั้นก็คงมีสายการบินอื่นๆ ที่ถูกกว่าการบินไทย แล้วก็ไปยุโรปเหมือนกันงั้นสิ ไกด์ก็อธิบายเพิ่มว่า สายการบินประเทศอื่น เช่น ของแอฟริกาก็ถูกกว่าการบินไทยเหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนเครื่องประมาณครึ่งหนึ่งของการเดินทาง แต่ของมาเลเซียนี่จะให้เปลี่ยนเครื่องที่มาเลเซีย แล้วก็นั่งยาวไปที่ยุโรปเลย ก็ดีเหมือนกันแฮะ จะได้ไม่ต้องตื่นมากลางคันในขณะที่นอนอยู่ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ค่อยเต็มที่หรอก เพราะผมเกิดอาการเจ็ทแลคไปแล้วเรียบร้อย... เอ๋อออออออ... มึน - -'

ตอนวันกลับ เราไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ที่สนามบินนี่ไม่ค่อยดีเท่าไร สงสัยเป็นเพราะวันนั้นมีนักท่องเที่ยวเยอะล่ะมั้ง ต้องต่อแถวเช็คอิน กับต่อแถวตอนตรวจวัตถุระเบิดก่อนขึ้นเครื่องบินเลยยาวมากๆ คิดว่าใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงได้เลยมั่งเนี่ย! แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นเครื่องบินก่อนที่ประตูจะปิด เฮ้อ! ค่อยยังชั่วหน่อย กลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 10 โมง ถึงบ้านเกือบบ่าย ถึงแล้วยังง่วงอยู่เลย...

เรื่องที่พัก โรงแรมส่วนใหญ่ที่ไปพักก็ดีครับ เป็นพวกโรงแรม 4 ดาว แต่บางที คนไทยก็อาจจะงงกับบางเรื่องเหมือนกัน อย่างเช่น โรงแรมที่เราไปพักในวันที่สอง (ก็วันแรกนอนบนเครื่องบินนี่นา) พอเข้าห้องพักแล้วก็เหมือนจะมีปัญหา เปิดแอร์ไม่ได้ ก็งงกันใหญ่ เพราะเปิดไม่ได้กันทั้งคณะทัวร์เลย เลยต้องให้ไกด์ไปคุยกับพนักงานให้ ก็เลยรู้สาเหตุว่า เดือนเมษายนเนี่ยเพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิของยุโรป อากาศยันเย็นอยู่ เลยยังไม่เปิดแอร์ อืม... มีเหตุผลดี ถ้างั้นเดี๋ยวคืนนี้เปิดหน้่าต่างนอนก็ได้ พอเปิดหน้าต่างได้สักพักก็เริ่มมียุงบินเข้ามา เฮ้ย ยุง! แถวนี้เนี่ยนะ ยิ่งเปิดนานก็เริ่มมียุงเข้ามามากขึ้น ถึงอากาศจะเย็นก็จริง แต่ก็อยากให้มีการไหลของอากาศบ้าง ไม่งั้นมันจะรู้สึกอึดอัด สุดท้ายก็เลยเปิดหน้าต่างแง้มไว้ แล้วก็นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ดี... มีลมนิดหน่อย แล้วกันยุงได้ค่อยยังชั่ว... โรงแรมอื่นๆ ก็ถือว่าโอเค.. . โรงแรมส่วนใหญ่ก็มีโทรทัศน์ช่อง BBC กับ CNN ที่เป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยพอที่จะติดตามข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในไทยในขณะนั้นได้ด้วย บางโรงแรมก็มีโทรทัศน์ทันสมัยมากจนสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย ของแบบนี้หาดูได้ยากในไทยนะเนี่ย!


เรื่องของความปลอดภัย ตามเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราไป ไกด์ก็ต้องคอยเตือนเป็นระยะๆ ให้พวกเราระวังพวกมิจฉาชีพและพวกไว้ด้วย เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาเยอะตามเมืองที่เราไป ก็เลยบอกให้เอาเฉพาะของที่จำเป็นใส่ไว้ในกระเป๋าเท่านั้น แล้วให้เอากระเป๋าไว้ด้านหน้า เพราะถือว่าด้านหน้าเป็นกระเป๋าของเรา ด้านหลังเป็นกระเป๋าของเขา แต่คณะที่เราไปเที่ยวมาก็ไม่พบกับปัญหาเรื่องนี้ครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องกฏหมาย ในยุโรปนี่มีกฏหมายที่เคร่งครัดมาก ยกตัวอย่างเช่น ด้านการจราจร รถในยุโรปเนี่ยจะมีป้ายทะเบียนคล้ายๆ กัน คือมีสัญลักษณ์ของ EU, ตัวอักษรย่อของประเทศ แล้วก็เลขทะเบียน ถึงจะอยู่ใน EU เหมือนกันตำรวจก็มักจะเพ่งเล็งรถที่ไม่ได้อยู่ในประเทศของตน อย่างรถโค้ชที่เราขึ้นเนี่ยเป็นของอิตาลี ตอนเข้ามาในฝรั่งเศส ก็เลยต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะโดนจับปรับ ค่าปรับก็แพงซะด้วยสิ ถึงแม้ว่าทัวร์เราจะมีผู้สูงอายุเดินทางไปด้วยก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะจอดให้ลงใกล้ๆ ได้ ต้องไปจอดตามที่จอดรถที่จัดไว้ให้ แล้วเดินมาเป็นระยะทางไกลพอสมควร ซึ่งรถโค้ชท้องถิ่นจะรู้เรื่องการจราจรในปารีสดีกว่า ก็เลยกล้าที่จะจอดนอกเขตมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ด้านในของพิพิธภัณฑ์จะมีถนนตัดผ่าน แถวนั้นจะถือว่าเป็นเขตสีแดง ห้ามจอดรถทุกชนิด กลุ่มของเราคิดจะแวะไปถ่ายรูปกับพีระมิดแก้วด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ กะจะใช้เวลากันแค่ 10 นาที แล้วรีบกลับมาขึ้นรถ แต่พอกลับมาได้... แย่ละสิ เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงแล้วเรอะเนี่ย! เร็วชะมัดเลย คนขับรถก็เลยโดนใบสั่ง ให้ไปจ่ายค่าปรับประมาณ 100 กว่ายูโร! หลังจากนั้นก็พาพวกเราไปที่ร้านขายสินค้าปลอดภาษีร้านหนึ่ง ที่มีเจ้าของร้านเป็นคนไทย คนขับรถก็เลยไปจ่ายค่าปรับที่นั่น ด้านนอกของร้านปลอดภาษีก็มีร้านขายของที่ระลึก มีขายหลายอย่าง เช่น พวกกุญแจรูปร่างต่าง, ปากกา, หอไอเฟลจำลอง, เสื้อ, หมวก, และอีกหลายอย่าง

เรื่องอาหาร แน่นอนว่าเรามาเที่ยวยุโรปก็ต้องได้ทานอาหารอิตาเลียน เช่น สลัด, พาสต้า, พิซซ่า อาหารสวิส ซึ่งก็คือฟองดู แต่...ไม่ได้ทานอาหารฝรั่งเศสน่ะสิ... ก็คิดเอาไว้ว่าถ้ามาฝรั่งเศสเนี่ยน่าจะได้ทานอาหารฝรั่งเศสซักหนึ่งมื้อ ตามร้านคาเฟ่ข้างทางก็คงจะดี... นอกจากอาหารท้องถิ่นแล้ว ปกติก็จะทานแต่อาหารจีนเป็นหลัก ช่วงหลังๆ พอเริ่มเข้าฝรั่งเศสแล้วก็มีอาหารไทยให้ทานบ้าง มีพวกไข่เจียว ต้มยำ ปลาทู ทานแล้วก็ทำให้คิดถึงอาหารไทยเลย!

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องเครื่องดื่ม อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าน้ำประปาในยุโรปเนี่ยสะอาดจนดื่มจากก๊อกได้เลย เราก็เลยไม่ค่อยเสียเงินซื้อน้ำสักเท่าไร แค่ซื้อน้ำขวดพลาสติกมาช่วงแรก หนึ่งขวด แล้วก็เติมน้ำเปล่าดื่มได้ตลอดการเดินทางเลย (ยกเว้นบางวันที่เดินมากๆ จนอยากดื่มโค้กแทน...) แล้วตอนทานอาหารเช้าที่โรงแรม นอกจากจะมีพวกชากับกาแฟบริการแล้ว ก็ยังมีโกโก้ร้อนให้ทานด้วย ในขณะที่โรงแรมในไทยส่วนใหญ่ที่เคยไปมา มีแค่ชากับกาแฟเท่านั้น เฮ้อ... ตอนที่เดินไปทานอาหารในเมืองดิจง เราก็เดินผ่านร้านหนังสือด้วย ดูหนังสือการ์ตูนพวกนี้สิ รู้สึกว่าจะออกช้ากว่าที่ไทยซะอีกนะเนี่ย!


ตอนกลับมาถึงไทยก็เจอเข้ากับอากาศร้อนเข้าอย่างจัง โอย...ชักอยากจะกลับไปยุโรปอีกซะแล้วสิ... ทั้งร้อน ทั้งง่วง (เพราะเจ็ตแลค) ก็เลยนอนผิดเวลา กว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ก็อีกสองสามวันถัดมา เท่านั้นยังไม่จบ ผมก็คิดเอาไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยวแล้วล่ะว่าจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับตอนเที่ยวมาเล่าให้ฟังผ่านทางบล็อก ก็เลยต้องถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย คนที่ติดตามบล็อกผมก็จะรู้ว่าผมเริ่มเล่น exteen ตั้งแต่ปลายปี 2549 เล่นได้ไม่กี่เดิอน ก็หายไปเฉยๆ ซะสองปี แล้วก็กลับมาอีกครั้งตอนปลายเดือนพฤษจิกายน 2551

หลังจากถ่ายรูปไว้แล้วก็ต้องอัพโหลดรูปเอาไว้ จะได้ให้คนแวะเข้ามาดูได้ คิดไว้ว่าจะไม่ใช้ของ photobucket เพราะว่าส่วนใหญ่ ผมใช้ photobucket เก๊บรูปสำหรับโพสต์ส่วนตัว ถ้าใส่รูปภาพทั้งหมดที่ถ่ายมาลงในบล็อกคงจะโหลดโหดน่าดู อยากจะมีที่เก็บรูปสาธารณะ ก็เลยไปสมัครบัญชีฟรีของ flickr ให้เนื้อที่ตั้ง 2 GB ตอนอัพโหลดรูปที่ไปเที่ยวในสองประเทศแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร คำอธิบายภาพก็เขียนได้ยาวดี พอจะอัพของตอนไปฝรั่งเศสก็มีข้อความขึ้นมาบอกว่า บัญชีฟรีของ flickr จะแสดงเฉพาะ 200 รูปล่าสุดใน photostream ทั้งหมดที่อัพโหลดไปเท่านั้น อ้าว แย่ละสิ ยังเหลือรูปอีกเยอะเลย ถ้าอัพหมดละก็เกิน 200 รูปแน่ ซึ่งผมก็ไม่รอให้มันเกิดขึ้นหรอก ก็เลยย้ายมาใช้ Windows Live Skydrive เรียบร้อย ให้เนื้อที่ตั้ง 25 GB แน่ะ! แต่ก็มีข้อจำกัดนิดหน่อย ทุกคนเข้ามาดูได้ ถ้าจะแสดงความคิดเห็นต้อง log in ก่อน คำอธิบายก็เขียนได้เพียง 255 ตัวอักษร บางภาพ ถ้าอธิบายแบบสองภาษา (ให้เพื่อนที่เล่น The Nethernet ที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาดู) จะไม่พอ อีกตัวเลือกหนึ่งที่ดูไว้ก็คือบัญชีฟรีของ screencast ที่เพื่อนต่างประเทศแนะนำมา ก็ใช้ได้ ให้เนื้อที่ 2 GB ใครจะมาดูหรือ comment ก็ได้ แต่พิมพ์ภาษาไทยไม่ได้นี่สิ... (เมื่อ 25 เม.ย. 52)

อ๊ะ จริงสิ ยังนึกออกอีกเรื่องนึง ในวันที่สอง ที่เราอยู่ในปารีส ช่วงบ่าย หลังจากเราไปถ่ายรูปกับหอไอเฟลแล้ว ไกด์ก็พาเราไปที่ห้างสรรพสินค้าลาฟาแยต (Lafayette) ซึ่งชื่อของห้างเป็นชื่อของนายพล ผู้นำกองทัพการปฏิวัติฝรั่งเศส ห้างนี้มีสามส่วน ห้างที่ขายผลิตภัณฑ์สำหรับสุภาพบุรุุษ ห้างสำหรับที่ขายผลิตภัณฑ์ของสุภาพสตรี และห้างสรรพสินค้าทั่วไป แล้วไกด์ก็ให้ลูกทัวร์เดินห้างได้อย่างอิสระ โดยกลับมาพบกันที่จุดนัดพบ ห้างนี้ส่วนใหญ่ก็ขายสินค้าที่เป็นที่มีชื่อเสียงในปารีส เช่น เครื่องสำอางค์ น้ำหอม กระเป๋า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ค่อยจะเป็นที่สนใจของผมนัก แม่ก็ถามว่าจะไปเดินดูอะไรหรือเปล่า ผมตอบว่าไม่ แม่ก็เลยฝากให้ผมช่วยดูแลคุณตากับคุณยาย ส่วนแม่กับน้าอีกสองคนจะไปเดินช็อปปิ้งกัน ผมก็เลยรับอาสาจะดูแลให้ ผมก็พาคุณตาคุณยายไปนั่งรอที่แมคโดนัลด์ สั่งอาหารและเครื่องดื่มมาทานกันระหว่างรอ ดีนะที่พนักงานเข้าใจภาษาอังกฤษ เลยไม่ต้องกังวลว่าต้องพูดภาษาฝรั่งเศส (ที่ผมพูดไม่ได้เลยนอกจาก Bonjour, Merci, กับ Au revoir เท่านั้น - -')

โอเค... ตอนนี้ก็จบ part 4 แล้ว เหลืออีก part นึง ผมจะเอารูปของที่ซื้อมาให้ดูกันครับ

บายครับ!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จะคอยดูpart5

#1 By Iskal on 2009-05-11 16:20

มะ...มี LCD ด้วย

ไม่เคยนั่งเครื่องบิน ผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะ

#2 By nonene noname on 2009-05-11 20:46