การท่องเที่ยวยุโรปของผม Part 2: สวิสเซอร์แลนด์
posted on 30 Apr 2009 10:50 by t-tan in Travel
มาพบกันอีกแล้วนะครับ คราวนี้ ผมจะมาเล่าต่อจากสองเอนทรีที่แล้วที่ไปเที่ยว 3 ประเทศในยุโรปมา คราวนี้เราไปประเทศที่สองของการเดินทาง ก็คือประเทศสวิสเซอร์แลนด์
สวิสเซอร์แลนด์มีประวัติยาวนานเกี่ยวกับความเป็นกลาง สวิสฯ ไม่ได้เข้าร่วมในสงครามตั้งแต่ค.ศ. 1915 ถึงแม้ว่าสวิสฯ มีพรมแดนติดกับประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมันนี และออสเตรีย แล้วยังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น องค์การกาชาด องค์การการค้าโลก และสำนักงานสหประชาชาติ แต่สวิสฯ ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ประเทศสวิสฯ ใช้อักษรย่อว่า CH ย่อมาจาก Confoederatio Helvetica ซึ่งเป็นชื่อในภาษาละติน

ประเทศในสหภาพยุโรปมีข้อตกลงกันที่ทำให้ยานพาหนะจากประเทศในกลุ่ม EU ผ่านไปมาระหว่างกันได้อย่างอิสระโดยใช้วีซ่าเพียงใบเดียวเท่านั้น ระหว่างที่เดินทางอยู่นั้น รถโค้ชก็ลอดอุโมค์ก็อธธาร์ด อุโมงค์ถนนที่ยาวเป็นอันดับสามของโลก มีความยาวประมาณ 17 กิโลเมตร อุโมงค์นี้เชื่อมต่อแคนตัน (เขตปกครอง) อุริและลูซิโน่เข้าด้วยกัน ใช้เวลาสักพักก็มาถึงเมืองลูเซิร์น
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงในหลายๆ อย่าง เช่น มีดพกสวิส ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อคโกแลต ทองสวิส นาฬิกาคัคคู แล้วก็นาฬิกาข้อมือ นาฬิกายี่ห้อหนึ่งที่มีชื่อเสียงก็คือ Bucherer ซึ่งนาฬิกายี่ห้อนี้ก็เป็นสปอนเซอร์ให้กับองค์กรสงเสริมการท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวที่มาจะได้รับคูปองเอาไว้แลกช้อนชาฟรีด้วยครับ
อ๊ะ ที่นี่มีให้สรงน้ำพระวันสงกรานต์ด้วยเหรอเนี่ย อ๋อ...มีคนไทยทำงานอยู่ที่นี่ด้วยนี่เอง มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสินะ รู้สึกว่าตอนนี้จะมีคนไทยอาศัยอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ประมาณ 20,000 คน ส่วนพวกเราก็ไม่ลืมที่จะสรงน้ำพระด้วย ด้านใน นอกจากจะขายนาฬิกาแล้ว ก็ยังมีมีดพกสวิส ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อคโกแลต ทองสวิส นาฬิกาคัคคูขายด้วย ผมเลยซื้อช็อคโกแลตแบบแพค 5 รสชาต เป็นราคารวม 10 ยูโร
ต่อมา เราไปที่อนุเสาวรีย์สิงโตหมอบ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าสวิสการ์ดที่ถูกสังหารในการปกป้องพระราชวังทูอีเลอรีย์ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ทหารเสียชีวิตไป 760 คน รอดมาได้ 350 คน แต่ผู้ที่รอดมาได้ส่วนใหญ่จะถูกจับไปประหารด้วยกิโยติน หรือเสียชีวิตในขณะถูกคุมขังอยู่ มีสวิสการ์ดเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่รอดมาได้ แล้วได้เลื่อนขั้นมาอยู่ภายใต้นโปเลียน
หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไปทานอาหารเย็น แล้วก็เดินผ่านร้านขนมด้วย ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้

หลังจากอาหารเย็น พวกเราก็เดินข้ามสะพารชาเปล สะพานไม้ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี ทอดอยู่บนแม่น้ำเรอุส ข้ามไปที่โรงแรมเอสโทเรีย ด้านข้างของสะพานก็คือหอคอยส่งน้ำครับ

หลังจากเช็คอินแล้ว กลุ่มของเราก็ออกมาเดินเล่นชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของลูเซิร์น หลังจากเราเดินเล่นกันสักพัก ก็ต้องกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพื่อเก็บแรงเอาไว้สำหรับเที่ยวที่น่าสนใจที่สุดในวันพรุ่งนี้
ในวันที่ห้าของการเดินทาง เราจะไปกันที่ยอดเขายุงเฟรา ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสามของยุโรป ที่ยอดเขานี้ยังมีสถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลกด้วย แต่ก่อนจะไป เราต้องทานอาหารเช้ากันก่อน...
สวิสเซอร์แลนด์เนี่ยยังมีชื่อเสียงด้านภูเขาหิมะ และแหล่งเล่นสกีด้วยครับ นี่เราเพิ่งเดินทางออกจากลูเซิร์นมาแป๊บเดียวเอง ก็เริ่มเห็นภูเขาหิมะของเทือกเขาแอลป์ตะวันออกแล้วครับ บริเวณเชิงเขาก็เริ่มมีหิมะปกคลุมแล้ว เราไปที่เขตเทศบาลกรินเดลวาลด์ เพื่อจะขึ้นรถไฟสู่ยอดเขายุงเฟราที่ี่สถานีกรินเดลวาลด์ กรุนด์ (Grindelwald Grund) ครับ

แถวนี้มีนักสกีมาเล่นสกีด้วย ในขณะที่เราอยู่บนรถไฟ ก็ได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของเขตกรินเดลวัลด์ ยิ่งรถไฟขึ้นไปสูงเท่าไร สิ่งปลูกสร้างแถวนั้นก็เริ่มจะถูกปกคลุมด้วยหิมะมากขึ้น เมื่อขึ้นมาถึงความสูงระดับหนึ่ง เราเริ่มจะไม่เห็นทุ่งหญ้าแล้ว เห็นแต่ป่าสน หินภูเขา และหิมะ
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Kleine Scheidegg แล้วออกเดินทางต่อ เรานั่งรถไฟลอดอุโมงค์หลายแห่งที่ตัดเข้าไปด้านในยอดเขา สุดท้ายก็ลอดอุโมงค์ที่ยาวมากๆ ที่พาเราไปสู่สถานียุงเฟราโยค สถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลก อยู่ภายในอุโมงค์ หลังจากมาถึงยอดเขาแล้ว เราก็ทานอาหารเที่ยง อย่างแรกเป็นซุป อืม...การทานซุปร้อนท่ามกลางอากาศเย็นเนี่ยสุดยอดไปเลย!

จานต่อมา เป็นพาสต้า อร่อยมาก บอกได้เลยว่าอาหารมื้อนี่อร่อยที่สุดในทัวร์นี้เลย!

ปิดท้ายด้วยของหวาน เป็นไอศกรีมธงชาติสวิส มีรสวนิลา และสตรอเบอร์รี่

หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จ เราก็มาที่พระราชวังน้ำแข็ง เราเดินผ่านทางเดินยาวที่เป็นน้ำแข็ง มีก้อนน้ำแข็งแกะสลักเป้นรูปต่างๆ ในพระราชวังน้ำแข็ง
หลังจากนั้น เราก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นบนสุด แล้วก็เดินออกไปสู่ยอดเขายุงเฟราโยค จากตรงนี้ เราควรจะเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของยอดเขา แต่วันนี้ รู้สึกจะมีพายุหิมะ อากาศก็หนาวสุดๆ เลย คนในกลุ่มเราส่วนใหญ่ก็เลยขอหลบหนาวอยู่ในอาคารครับ!

เฮ้อ...คนในอยากออก (มาสัมผัสอากาศด้านนอก) คนนอกอยากเข้า (เพราะมันหนาว...) ชั้นบนของสถานีรถไฟ บนยอดเขาจุงเฟรา นอกจากสถานีรถไฟแล้ว ยังมีหอดูดาวสฟิงค์และ สถานีวิจัยบรรยากาศโลกของ Global Atmosphere Watch ของ UN ด้วยครับ แล้วก็เหลือบไปเห็นแผงแสดงสภาพอากาศวันนี้ เฮ้ย! อุณหภูมิติดลบเจ็ดองศา ความเร็วลม 50 กม./ชม. เชียวเรอะ!? มิน่าล่ะถึงหนาวอย่างนี้

ผ่านไปสักพักก็นั่งรถไฟลงไปด้านล่าง เราใช้ทางลงซึ่งเป็นคนละทางกับตอนขึ้น มา เห็นน้ำตกที่สูงซะจน น้ำที่ตกลงมากลายเป็นละอองเลย! เราลงรถไฟที่สถานีเลาเตอร์บรูนเนน รถโค้ชก็รอเราอยู่ที่นี่...
แล้วเราก็นั่งรถมาที่เมืองอินเตอร์ลาเก้น

ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาปเบรนซ์กับทะเลสาปธัน ในเมืองนี้ก็มีร้านขายนาฬิกา Bucherer อีกแล้ว ก็เลยได้ช้อนฟรีมาอีกหนึ่งคัน ในเมืองนี้ยังมีโรงแรมวิคตอเรีย โรงแรมที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านเคยมาพำนักเมื่อครั้งเสด็จเยือนสวิสเซอร์แลนด์

หลังจากเราออกมาจากอินเตอร์ลาเก้นมาได้สักชั่วโมง เราก็มาถึงเมืองเบิร์น เมืองที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมืองนี้ตั้งอยู่ข้างแม่น้ำอาร์

ยิ่งกว่านั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังทดลองทฤษฎีสัมพัธภาพในขณะที่เขาทำงานเป็นผู้ตรวจสิทธิบัตรอยู่ในสำนักงาน สิทธิบัตรด้วยครับ เมืองเบิร์น ได้ชื่อมาจากหมี เราจึงไปดูบ่อหมี (บาเร็นกราเบ็น) แต่ไม่เจอหมีเลยสักตัว สงสัยจะเข้านอนแล้วมั้ง ในเมืองก็เพิ่งมีการสร้างน้ำพุจำนวนมากตั้งแต่ สิงหาคม พ.ศ. 2547 แล้วเราก็ไปดูหอนาฬิกาไซต์กล็อกเก้ อายุกว่า 800 ปี จะมีโชว์ให้ดูทุกครั้งเวลานาฬิกาตีบอกเวลา อยากรู้จังว่าจะเป็นโชว์อะไรนะ
หลังจากนั้น เราก็ขึ้นรถไปทานอาหารเย็น ไกด์บอกว่าวันนี้เราจะทานอาหารท้องถิ่นของสวิสกัน ชักน้ำลายไหลแล้วสิ... บรรยากาศของร้านก็ดูโรแมนติกดี อาหารคงจะแพงแน่ๆ เลย ของเรียกน้ำย่อยเป็นสลัด เฮ้อ เราน่าจะเปิดแฟลชตอนถ่ายรูปนี้แฮะ แต่ก็มานึกได้ตอนทานเกือบหมดแล้ว...

จานต่อไปก็คือฟองดู อาหารท้องถิ่นของสวิสนั่นเอง มีทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้ออีกชนิดหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าเนื้อวัว แต่มีกลิ่นแปลกๆ น่าจะเป็นเนื้อแกะหรือเนื้อกวางมากกว่า

ถ้าจะให้ต้นตำรับจริงๆ ต้องเอาเนื้อจุ่มในชีส แต่ที่ร้านนี้ใช้น้ำมันแทน เวลาทานฟองดู เราจะใช้ส้อมจิ้มเนื้อทีละชิ้น แล้วเอามาต้มในหม้อ แต่วิธีนี้มันช้า ก็เลยมีคนเทเนื้อทั้งหมดลงไปในหม้อ กินเหมือนพวกสุกี้เลยนะนั่น...

เครื่องเคียงของฟองดูก็มีข้าวกับเฟรนช์ฟรายส์ แล้วก็มีซอสสามชนิด ชนิดนึงเป็นซอส Thousand Island อีกสองชนิด ผมจำไม่ได้...
แล้วก็ตบท้ายด้วยไอศกรีมเป็นของหวาน

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินไปที่โรงแรม โรงแรมนี้ก็มีการออกแบบที่ดูทันสมัยดีเหมือนกัน ในห้องก็มีข้อความเขียนต้อนรับ พร้อมกับช็อตโกแลตให้ด้วย! ตอนนี้ชักจะง่วงแล้วสิ นอนดีกว่า แล้วก็เป็นอันจบวันที่ห้า
ในวันที่หก เราก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้าตามปกติ แล้วก็เหลือบไปเห็นโคมไฟ ดูทันสมัยดีแฮะ ด้านนอกของห้อง เราสามารถมองเห็นห้องอาหารที่อยู่ด้านล่างได้ แล้วก็ลงลิฟท์มาที่ชั้นล่างสุด ผมก็ถ่ายรูปขึ้นไปบริเวณที่ผมยืนอยู่เมื้อกี้นี้ แล้วก็ไปทานอาหารเช้า ด้านหน้าโรงแรม มีลูกโลกที่ทำด้วยหินอ่อนกำลังหมุนอยู่ ด้านหลังเป็นรถโค้ชที่รอเราอยู่ เพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไป พอนั่งรถมาได้สักพัก ก็มาถึงด่านชายแดน เราแวะลงมาเดินเล่นและเข้าห้องน้ำ ที่ด่านชายแดน เห็นมีต้นไม้สีชมพู สวยดี ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็กลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปต่อที่...ฝรั่งเศส ซึ่งผมจะเอามาเล่าในครั้งต่อๆ ไปแน่นอนครับ!
ถ้าใครอยากดูภาพถ่ายมากกว่านี้ ก็ไปดูได้ที่
http://www.flickr.com/photos/t_man/sets/72157617135247398/
แต่รูปของสวิสเซอร์แลนด์เริ่มที่
http://www.flickr.com/photos/t_man/3468748758/in/set-72157617135247398/ ครับ!
สวิสเซอร์แลนด์มีประวัติยาวนานเกี่ยวกับความเป็นกลาง สวิสฯ ไม่ได้เข้าร่วมในสงครามตั้งแต่ค.ศ. 1915 ถึงแม้ว่าสวิสฯ มีพรมแดนติดกับประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมันนี และออสเตรีย แล้วยังเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เช่น องค์การกาชาด องค์การการค้าโลก และสำนักงานสหประชาชาติ แต่สวิสฯ ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ประเทศสวิสฯ ใช้อักษรย่อว่า CH ย่อมาจาก Confoederatio Helvetica ซึ่งเป็นชื่อในภาษาละติน

ประเทศในสหภาพยุโรปมีข้อตกลงกันที่ทำให้ยานพาหนะจากประเทศในกลุ่ม EU ผ่านไปมาระหว่างกันได้อย่างอิสระโดยใช้วีซ่าเพียงใบเดียวเท่านั้น ระหว่างที่เดินทางอยู่นั้น รถโค้ชก็ลอดอุโมค์ก็อธธาร์ด อุโมงค์ถนนที่ยาวเป็นอันดับสามของโลก มีความยาวประมาณ 17 กิโลเมตร อุโมงค์นี้เชื่อมต่อแคนตัน (เขตปกครอง) อุริและลูซิโน่เข้าด้วยกัน ใช้เวลาสักพักก็มาถึงเมืองลูเซิร์น
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีชื่อเสียงในหลายๆ อย่าง เช่น มีดพกสวิส ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อคโกแลต ทองสวิส นาฬิกาคัคคู แล้วก็นาฬิกาข้อมือ นาฬิกายี่ห้อหนึ่งที่มีชื่อเสียงก็คือ Bucherer ซึ่งนาฬิกายี่ห้อนี้ก็เป็นสปอนเซอร์ให้กับองค์กรสงเสริมการท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวที่มาจะได้รับคูปองเอาไว้แลกช้อนชาฟรีด้วยครับ
อ๊ะ ที่นี่มีให้สรงน้ำพระวันสงกรานต์ด้วยเหรอเนี่ย อ๋อ...มีคนไทยทำงานอยู่ที่นี่ด้วยนี่เอง มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยสินะ รู้สึกว่าตอนนี้จะมีคนไทยอาศัยอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ประมาณ 20,000 คน ส่วนพวกเราก็ไม่ลืมที่จะสรงน้ำพระด้วย ด้านใน นอกจากจะขายนาฬิกาแล้ว ก็ยังมีมีดพกสวิส ผลิตภัณฑ์จากนม ช็อคโกแลต ทองสวิส นาฬิกาคัคคูขายด้วย ผมเลยซื้อช็อคโกแลตแบบแพค 5 รสชาต เป็นราคารวม 10 ยูโร
ต่อมา เราไปที่อนุเสาวรีย์สิงโตหมอบ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหล่าสวิสการ์ดที่ถูกสังหารในการปกป้องพระราชวังทูอีเลอรีย์ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ทหารเสียชีวิตไป 760 คน รอดมาได้ 350 คน แต่ผู้ที่รอดมาได้ส่วนใหญ่จะถูกจับไปประหารด้วยกิโยติน หรือเสียชีวิตในขณะถูกคุมขังอยู่ มีสวิสการ์ดเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่รอดมาได้ แล้วได้เลื่อนขั้นมาอยู่ภายใต้นโปเลียน
หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไปทานอาหารเย็น แล้วก็เดินผ่านร้านขนมด้วย ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้

หลังจากอาหารเย็น พวกเราก็เดินข้ามสะพารชาเปล สะพานไม้ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี ทอดอยู่บนแม่น้ำเรอุส ข้ามไปที่โรงแรมเอสโทเรีย ด้านข้างของสะพานก็คือหอคอยส่งน้ำครับ

หลังจากเช็คอินแล้ว กลุ่มของเราก็ออกมาเดินเล่นชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของลูเซิร์น หลังจากเราเดินเล่นกันสักพัก ก็ต้องกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เพื่อเก็บแรงเอาไว้สำหรับเที่ยวที่น่าสนใจที่สุดในวันพรุ่งนี้
ในวันที่ห้าของการเดินทาง เราจะไปกันที่ยอดเขายุงเฟรา ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสามของยุโรป ที่ยอดเขานี้ยังมีสถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลกด้วย แต่ก่อนจะไป เราต้องทานอาหารเช้ากันก่อน...
สวิสเซอร์แลนด์เนี่ยยังมีชื่อเสียงด้านภูเขาหิมะ และแหล่งเล่นสกีด้วยครับ นี่เราเพิ่งเดินทางออกจากลูเซิร์นมาแป๊บเดียวเอง ก็เริ่มเห็นภูเขาหิมะของเทือกเขาแอลป์ตะวันออกแล้วครับ บริเวณเชิงเขาก็เริ่มมีหิมะปกคลุมแล้ว เราไปที่เขตเทศบาลกรินเดลวาลด์ เพื่อจะขึ้นรถไฟสู่ยอดเขายุงเฟราที่ี่สถานีกรินเดลวาลด์ กรุนด์ (Grindelwald Grund) ครับ

แถวนี้มีนักสกีมาเล่นสกีด้วย ในขณะที่เราอยู่บนรถไฟ ก็ได้เห็นทัศนียภาพที่สวยงามของเขตกรินเดลวัลด์ ยิ่งรถไฟขึ้นไปสูงเท่าไร สิ่งปลูกสร้างแถวนั้นก็เริ่มจะถูกปกคลุมด้วยหิมะมากขึ้น เมื่อขึ้นมาถึงความสูงระดับหนึ่ง เราเริ่มจะไม่เห็นทุ่งหญ้าแล้ว เห็นแต่ป่าสน หินภูเขา และหิมะ
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็เปลี่ยนรถไฟที่สถานี Kleine Scheidegg แล้วออกเดินทางต่อ เรานั่งรถไฟลอดอุโมงค์หลายแห่งที่ตัดเข้าไปด้านในยอดเขา สุดท้ายก็ลอดอุโมงค์ที่ยาวมากๆ ที่พาเราไปสู่สถานียุงเฟราโยค สถานีรถไฟที่อยู่สูงที่สุดในโลก อยู่ภายในอุโมงค์ หลังจากมาถึงยอดเขาแล้ว เราก็ทานอาหารเที่ยง อย่างแรกเป็นซุป อืม...การทานซุปร้อนท่ามกลางอากาศเย็นเนี่ยสุดยอดไปเลย!

จานต่อมา เป็นพาสต้า อร่อยมาก บอกได้เลยว่าอาหารมื้อนี่อร่อยที่สุดในทัวร์นี้เลย!

ปิดท้ายด้วยของหวาน เป็นไอศกรีมธงชาติสวิส มีรสวนิลา และสตรอเบอร์รี่

หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จ เราก็มาที่พระราชวังน้ำแข็ง เราเดินผ่านทางเดินยาวที่เป็นน้ำแข็ง มีก้อนน้ำแข็งแกะสลักเป้นรูปต่างๆ ในพระราชวังน้ำแข็ง
หลังจากนั้น เราก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นบนสุด แล้วก็เดินออกไปสู่ยอดเขายุงเฟราโยค จากตรงนี้ เราควรจะเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของยอดเขา แต่วันนี้ รู้สึกจะมีพายุหิมะ อากาศก็หนาวสุดๆ เลย คนในกลุ่มเราส่วนใหญ่ก็เลยขอหลบหนาวอยู่ในอาคารครับ!

เฮ้อ...คนในอยากออก (มาสัมผัสอากาศด้านนอก) คนนอกอยากเข้า (เพราะมันหนาว...) ชั้นบนของสถานีรถไฟ บนยอดเขาจุงเฟรา นอกจากสถานีรถไฟแล้ว ยังมีหอดูดาวสฟิงค์และ สถานีวิจัยบรรยากาศโลกของ Global Atmosphere Watch ของ UN ด้วยครับ แล้วก็เหลือบไปเห็นแผงแสดงสภาพอากาศวันนี้ เฮ้ย! อุณหภูมิติดลบเจ็ดองศา ความเร็วลม 50 กม./ชม. เชียวเรอะ!? มิน่าล่ะถึงหนาวอย่างนี้

ผ่านไปสักพักก็นั่งรถไฟลงไปด้านล่าง เราใช้ทางลงซึ่งเป็นคนละทางกับตอนขึ้น มา เห็นน้ำตกที่สูงซะจน น้ำที่ตกลงมากลายเป็นละอองเลย! เราลงรถไฟที่สถานีเลาเตอร์บรูนเนน รถโค้ชก็รอเราอยู่ที่นี่...
แล้วเราก็นั่งรถมาที่เมืองอินเตอร์ลาเก้น

ที่ได้ชื่ออย่างนี้เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาปเบรนซ์กับทะเลสาปธัน ในเมืองนี้ก็มีร้านขายนาฬิกา Bucherer อีกแล้ว ก็เลยได้ช้อนฟรีมาอีกหนึ่งคัน ในเมืองนี้ยังมีโรงแรมวิคตอเรีย โรงแรมที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านเคยมาพำนักเมื่อครั้งเสด็จเยือนสวิสเซอร์แลนด์

หลังจากเราออกมาจากอินเตอร์ลาเก้นมาได้สักชั่วโมง เราก็มาถึงเมืองเบิร์น เมืองที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมืองนี้ตั้งอยู่ข้างแม่น้ำอาร์

ยิ่งกว่านั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังทดลองทฤษฎีสัมพัธภาพในขณะที่เขาทำงานเป็นผู้ตรวจสิทธิบัตรอยู่ในสำนักงาน สิทธิบัตรด้วยครับ เมืองเบิร์น ได้ชื่อมาจากหมี เราจึงไปดูบ่อหมี (บาเร็นกราเบ็น) แต่ไม่เจอหมีเลยสักตัว สงสัยจะเข้านอนแล้วมั้ง ในเมืองก็เพิ่งมีการสร้างน้ำพุจำนวนมากตั้งแต่ สิงหาคม พ.ศ. 2547 แล้วเราก็ไปดูหอนาฬิกาไซต์กล็อกเก้ อายุกว่า 800 ปี จะมีโชว์ให้ดูทุกครั้งเวลานาฬิกาตีบอกเวลา อยากรู้จังว่าจะเป็นโชว์อะไรนะ
หลังจากนั้น เราก็ขึ้นรถไปทานอาหารเย็น ไกด์บอกว่าวันนี้เราจะทานอาหารท้องถิ่นของสวิสกัน ชักน้ำลายไหลแล้วสิ... บรรยากาศของร้านก็ดูโรแมนติกดี อาหารคงจะแพงแน่ๆ เลย ของเรียกน้ำย่อยเป็นสลัด เฮ้อ เราน่าจะเปิดแฟลชตอนถ่ายรูปนี้แฮะ แต่ก็มานึกได้ตอนทานเกือบหมดแล้ว...

จานต่อไปก็คือฟองดู อาหารท้องถิ่นของสวิสนั่นเอง มีทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้ออีกชนิดหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าเนื้อวัว แต่มีกลิ่นแปลกๆ น่าจะเป็นเนื้อแกะหรือเนื้อกวางมากกว่า

ถ้าจะให้ต้นตำรับจริงๆ ต้องเอาเนื้อจุ่มในชีส แต่ที่ร้านนี้ใช้น้ำมันแทน เวลาทานฟองดู เราจะใช้ส้อมจิ้มเนื้อทีละชิ้น แล้วเอามาต้มในหม้อ แต่วิธีนี้มันช้า ก็เลยมีคนเทเนื้อทั้งหมดลงไปในหม้อ กินเหมือนพวกสุกี้เลยนะนั่น...

เครื่องเคียงของฟองดูก็มีข้าวกับเฟรนช์ฟรายส์ แล้วก็มีซอสสามชนิด ชนิดนึงเป็นซอส Thousand Island อีกสองชนิด ผมจำไม่ได้...

แล้วก็ตบท้ายด้วยไอศกรีมเป็นของหวาน

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว พวกเราก็เดินไปที่โรงแรม โรงแรมนี้ก็มีการออกแบบที่ดูทันสมัยดีเหมือนกัน ในห้องก็มีข้อความเขียนต้อนรับ พร้อมกับช็อตโกแลตให้ด้วย! ตอนนี้ชักจะง่วงแล้วสิ นอนดีกว่า แล้วก็เป็นอันจบวันที่ห้า
ในวันที่หก เราก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้าตามปกติ แล้วก็เหลือบไปเห็นโคมไฟ ดูทันสมัยดีแฮะ ด้านนอกของห้อง เราสามารถมองเห็นห้องอาหารที่อยู่ด้านล่างได้ แล้วก็ลงลิฟท์มาที่ชั้นล่างสุด ผมก็ถ่ายรูปขึ้นไปบริเวณที่ผมยืนอยู่เมื้อกี้นี้ แล้วก็ไปทานอาหารเช้า ด้านหน้าโรงแรม มีลูกโลกที่ทำด้วยหินอ่อนกำลังหมุนอยู่ ด้านหลังเป็นรถโค้ชที่รอเราอยู่ เพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไป พอนั่งรถมาได้สักพัก ก็มาถึงด่านชายแดน เราแวะลงมาเดินเล่นและเข้าห้องน้ำ ที่ด่านชายแดน เห็นมีต้นไม้สีชมพู สวยดี ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็กลับมาขึ้นรถเพื่อเดินทางไปต่อที่...ฝรั่งเศส ซึ่งผมจะเอามาเล่าในครั้งต่อๆ ไปแน่นอนครับ!
ถ้าใครอยากดูภาพถ่ายมากกว่านี้ ก็ไปดูได้ที่
http://www.flickr.com/photos/t_man/sets/72157617135247398/
แต่รูปของสวิสเซอร์แลนด์เริ่มที่
http://www.flickr.com/photos/t_man/3468748758/in/set-72157617135247398/ ครับ!
Tags: ท่องเที่ยว, ฟองดู, ยอดเขา, ยุโรป, ลูเซิร์น, สวิสเซอร์แลนด์, อินเตอร์ลาเก้น, เบิร์น1 Comments
เห็นแล้วเมืองเค้าสวยมากดูเป็นระเบียบ
#1 By Iskal on 2009-04-30 12:22