การท่องเที่ยวยุโรปของผม Part 1: อิตาลี
posted on 24 Apr 2009 16:52 by t-tan in Travel
ผมไปเที่ยวยุโรปกับครอบครัวมาครับ ไปช่วงสงกรานต์ พ.ศ. 2552 พวกเราไปกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งครับ ไม่ได้ไปกันเอง ไปที่ประเทศอิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส แต่วันนี้จะเล่าของประเทศอิตาลีก่อน แล้วจะมีของสวิสเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตามมาทีหลังครับ
ในวันแรก (11 เม.ย. 2552) ผมกับแม่ไปที่สนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 5 โมงเย็นเพื่อพบกับญาติคนอื่นๆ แล้วก็ไปรวมกลุ่มกับไกด์ทัวร์และลูกทัวร์คนอื่น ๆ หัวหน้าทัวร์ชื่อว่าคุณชัย หลังจากเช็คอินแล้ว เราก็ขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียซึ่งมี โค้ดว่า MH ซึ่งมีความหมายที่อธิบายไว้ในตั๋วว่า Malaysian Hospitality อืม ความหมายดีแฮะ แต่ก่อนไป เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ก่อน เครื่องบินลำใหม่นี่ทันสมัยดีแฮะ มีจอ LCD ให้แต่ละที่นั่งด้วย ผมไม่เคยขึ้นเครื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย! แล้วก็มีตัวควบคุม ใช้งานได้หลายอย่าง เช่น เรียกพนักงานบริการบนเครื่อง, เปิด/ปิดไฟ, เปลี่ยนช่องและเสียงของวิทยุ แล้วก็ยังใช้เป็นจอยเล่นเกมและโทรศัพท์ (ด้านหลัง) ได้ด้วย! การเดินทางใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วเราก็มาถึงกรุงโรม (โรม่า) เมืองหลวงของอิตาลีในตอนเช้าของวันที่สอง
เมื่อมาถึงโรมแล้ว แน่นอนว่าเราต้องมาชมโคลอสเซียม หลังจากรถโค้ชจอดแล้ว เราได้รับการต้อนรับจากคุณวิลเลีย ไกด์ท้องถิ่นที่จะอยู่กับเราตลอดการชมกรุงโรม พอเดินไปได้นิดนึง ก็เห็น... หา มีประตูชัยในโรมด้วยเรอะ!? ครับ อยู่ใกล้ๆ โคลอสเซียมนี่เอง สงสัยจะทำเลียนแบบอันที่อยู่ในปารีส
อย่างที่เรารู้กัน โคลอสเซียมเป็นลานแสดงการต่อสู้ระหว่างนักรบกลาดิเอเตอร์หรือ นักโทษต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายในยุคโรมันโบราณ คุกใต้ดินของโคลอสเซียมถูกเรียกว่า hypogeum คุกนี้ใช้สำหรับขังสัตว์ดุร้ายที่เหล่านักโทษจะต้องสู้ ถ้านักโทษสู้ชนะ พวกเขาจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ส่วนการต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์ ผู้ชนะจะได้รางวัล สว่นชะตาของผู้แพ้จะถูกตัดสินโดยผู้ชม ถ้าผู้ชมยกนิ้วให้ก็จะรอดออกมาได้ แต่ถ้าผู้ชมชี้นิ้วโป้งลง ผู้แพ้จะถูกประหารชีวิต วิธีตัดสินนี้เรียกว่า Pollice verso
คุณอาจจะคิดว่าในโคลอสเซียมของจริงจะมีลานประลองอย่างที่เห็นในหนังหรือ การ์ตูนใช่ไหมครับ ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ ลานประลองที่ทำด้วยไม้ถูกเอาออกไปแล้ว เผยให้เห็นคุกใต้ดินแทน พื้นที่มีอยู่บางส่วนก็เพิ่งถูกสร้างเมื่อไม่กี่ปีมาแล้วเอง
หลังจากที่ออกมาแล้ว ขณะที่เราเดินทางไปที่เที่ยวต่อไป เราก็เห็นเสาโอเบลิสก์ การออกแบบคงจะเอามาจากอียิปต์ในตอนที่จักรวรรดิโรมันปกครองเป็นแน่
ต่อมา เรามาชมน้ำพุเทรวี่ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางน้ำชื่อ Acqua Vergine ที่ส่งน้ำจากแม่น้ำไทเบอร์ให้คนในกรุงโรมใช้ เชื่อกันว่าต้นน้ำถูกค้นพบโดยช่างของโรมันกับความช่วยเหลือของสาวบริสุทธิ์ มีตำนานเล่าว่าถ้าหันหลังแล้วโยนเหรียญด้วยมือขวา ผ่านไหล่ซ้ายหนึ่งเหรียญจะทำให้ได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง ถ้าโยนสองเหรียญจะทำให้คู่รักได้แต่งงานกัน ถ้าโยนสามเหรียญจะทำให้คู่รักหย่ากัน แต่เอ...ในวิกิพีเดีย อธิบายไม่ค่อยเหมือนกัยที่ไกด์เล่าแฮะ...
ต่อมา เรามาที่นครรัฐวาติกัน ซึ่งอยู่ในกรุงโรม เพื่อมาดูวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่นี่เราได้เห็นสวิสการ์ดด้วยครับ สวิสการ์ดเป็นทหารชาวสวิสเซอร์แลนด์ที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดเพื่อปกป้องปราสาทและบุคคลสำคัญ พวกสวิสการ์ดเนี่ยมีชื่อเสียงในด้านวินัยและความจงรักภักดีต่อเจ้านาย เครื่องแบบของสวิสการ์ดได้รับการออกแบบโดยไมเคิลเองเจโลครับ
ตอนนี้ก็เข้ามาอยู่ในเขตมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แ ล้วครับ เข้ามาดูข้างในวิหารกันดีกว่า...แต่เอ...วันนี้ คนเยอะจังแฮะ... จริงสิ วันนี้ (12 เม.ย. 2552) นอกจากเป็นเทศกาลสงกรานต์ของไทยแล้ว ยังตรงกับวันอีสเตอร์ด้วยนี่นา! คนพวกนี้กำลังรอใครอยู่นะ ยังดีที่จอ LCD ขนาดใหญ่หลายจอทำให้คนที่อยู่ด้านหลังเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อ๊ะ ท่านสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 นี่นา พวกเรานี่โชคดีจริงๆ ท่านสันตะปาปามักจะออกมาพบปะแล้วก็ให้พรประชาชนในวันขึ้นปีใหม่, วันอีสเตอร์ และวันคริสมาสต์ครับ
ในตอนบ่าย เรามาที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นเมืองต้นกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบเรเนอซองส์ จากบนเนินเขา เราสามารถมองเห็นดูโอโม่ (โบสถ์ในอิตาลีเรียกว่าดูโอโม่ครับ) ของเมืองฟลอเรนซ์ ที่เป็นโบสถ์แบบเรเนอซองส์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปของเรา บนเนินเขาก็มีรูปปั้นเดวิด ซึ่งเป็นผลงานของไมเคิลแองเจโล แล้วก็เห็นคนถือไม้กางเขนทองคำมา สวยดีแฮะ... ต่อจากนั้น เราก็ไปที่จตุรัสซิญญอเรีย แถวนี้มีรูปปั้นเยอะเลยครับ หลังจากนั้น เราก็เดินผ่าน Uffizi Gallery แถวนี้มีคนขายรูปวาดด้วย เราเดินผ่านด้านนอกของแกลเลอรี ซึ่งมีรูปปั้นของบุคคลที่มีชื่อเสียงของอิตาลี เช่น จิออตโต้ (Giotto) ช่างทาสีและสถาปนิก รูปปั้นของไมเคิลแองเจโล บัวนารอตติ รูปปั้นของกาลิเลโอ กาลิเลอี
หลังจากนั้น เราก็เดินทางมาที่สะพานเวคคูโอที่ทอดอยู่บนแม่น้ำอาโน เฮ้อ คนเยอะอีกเช่นเคย เพราะวันนี้เป็นวันหยุดนี่นะ... บนสะพานเวคคูโอ มีรูปปั้นของเบนเวนูโต้ เซลลินี เขาเป็นทั้งช่างทอง, ช่างทาสี, นักแกะสลัก, ทหาร, และนักดนตรี หลังจากนั้น เราก็เดินเป็นระยะทางยาวมาที่ร้านอาหารอิตาเลียน จานแรก อาหารเรียกน้ำย่อย เป็นพาสตา หลังจากพาสตาแล้วก็เป็นอาหารจานหลัก เป็นเนื้อหมูฟิลเลต์ราดน้ำเกรวี่ พร้อมกับมันมันฝรั่งอบ อร่อยมากเลยคร้าบ! สุดท้ายก็ตบด้วยของหวานตือทีรามิสุ หรือ เค้กสไตล์อิตาเลียนนั่นเอง หลังจากนั้นก็ขึ้นแทกซี่ไปโรงแรม Mediterraneo ที่ต้องขึ้นแท็กซี่ก็เพราะถนนมันเล็กเกินกว่าที่รถโค้ชจะเข้ามาได้ เป็นอันจบวันที่สอง
ในวันที่สาม หลังจากเราทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เราก็เดินทางไปกรุงเวนิส เมืองท่าที่มีชื่อเสียงของอิตาลี ซึ่งมักจะมีเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เดินทางรอบโลกมาแวะที่นี่เสมอๆ พวกเราจะนั่งเรือเล็กข้ามไปส่วนที่เป็นเกาะของเวนิสครับ เนื่องจากตอนนี้เป็นเทศกาลอีสเตอร์ ที่นี่ก็เลยมีนักท่องเที่ยวมากเช่นกันกับเมืองอื่นๆ บางส่วนกำลังอยู่ในการตกแต่งใหม่ ก็เลยอนุญาตให้นำป้ายโฆษณามาติดได้ แต่เราก็ยังเห็นสะพาน 'ลมหายใจเฮือกสุดท้าย' เพราะว่าจุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่นักโทษจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์และมองเห็น ทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเวนิสก่อนที่จะถูกนำตัวไปจองจำในเรือนจำใกล้ เคียง ต่อมา เราก็มาที่จตุรัสซาน มาร์โค ต่อมา เราก็ไปที่โรงงานเป่าแก้วมูราโน นี่เป็นห้องสาธิตการทำแก้วเวลามีนักท่องเที่ยวมาชม หลังจากเราออกมาจากโรงงานเป่าแก้วมูราโนแล้ว ไกด์ก็ให้เวลาเดินชมเมืองเวนิส ก่อนที่จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง เราสามารถเห็นเรือกอนโดลาได้ตามคลองในเวนิส ในอดีต เรือกอนโดลาถูกใช้ในการขนส่งภายในคลองหลายสายในเวนิส แต่ในปัจจุบันมักจะมีไว้บริการนักท่องเที่ยวให้ล่องเรือชมเมือง
นอกจากเมืองเวนิสจะมีชื่อเสียงด้านเรือกอนโดลาแล้วก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง หน้ากากคาร์นิวัลด้วย ผู้คนมักจะใส่หน้ากากกันในวันอีสเตอร์ (วันที่พระเยซศูขึ้นสวรรค์) และระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม จนถึงวันคริสต์มาส
เอาล่ะ ได้เวลากลับเข้าแผ่นดินใหญ่แล้ว คณะทัวร์ก็มาเจอกันที่นี่ แล้วขึ้นเรือกลับ เราทานอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารท้องถิ่น วันนี้จะมีอะไรทานบ้างนะ
จานแรก เป็นสลัด จานต่อไปเป็นสปาเก็ตตี้หอยลาย บางคนแค่ทานสลัดกับสปาเก็ตตี้ก็อิ่มแล้ว แต่ยังไม่หมดหรอก ยังเหลืออีกสามจาน! ถ้ามาอิตาลีแล้วไม่ได้ทานพิซซ่าก็เหมือนกับมาไม่ถึงอิตาลี จานต่อไปก็เลยเป็นพิซซ่า หลังจากพิซซ่า เราก็ทานปลาทอดกับมันฝรั่งอบ และ... อะไรสักอย่าง... ไม่รู้ว่าคืออะไรอ้ะ! ของหวานก็เป็นมูสชอคโกแลตที่ดูจากด้านนอกแล้ว ผมนึกว่าเป็นพุดดิ้งซะอีก
คืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรม Anthony Palace โรงแรมนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2007 ก็เลยดูมีรูปลักษณ์ทันสมัย ประตูห้องของที่นี่ เข้าห้องได้ด้วยการแตะคีย์การ์ดกับแผงข้างๆ ประตู โรงแรมส่วนใหญ่ในยุโรปจะใช้การ์ดพลาสติดเพราะว่าต้นทุนต้ำ แล้วรห้สที่ใช้เปิดประตูจะต่างกันไปในการเช็คอินแต่ละครั้ง ก็เลยเก็บการ์ดกลับมาเป็นที่ระลึกได้ครับ พวกเราก็แยกย้ายไปพักผ่อน เป็นอันจบวันที่สาม
ในวันที่สี่ เราเดินทางมาที่เมืองมิลาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการออกแบบและแฟชั่น มีรถรางอยู่ให้บริการในมิลานด้วยครับ ในขณะที่เราเดินจากที่จอดรถมาทานอาหารจีน เราเดินผ่านร้านขนมปังแห่งหนึ่ง ซึ่งผมไม่ลืมที่จะถ่ายรูปขนมมาให้ดูครับ แล้วก็ถ่ายรูปขวดน้ำแร่ในภัตตาคารด้วย เนื่องจากน้ำประปาที่นี่สะอาดมาก ก็เลยดื่มจากก๊อกได้โดยตรง น้ำบรรจุขวดส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นน้ำแร่ธรรมชาติครับ ขวดเนี้ย เห็นตอนแรก ผมนึกว่าเบียร์ซะอีก...
ต่อมา เราเดินทางมาที่จตุรัสดูโอโม่ ที่นี่มีสถานที่ที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ใกล้ๆ จตุรัสก็มีอาคาร แกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมมานูเอล ที่สอง เป็นช็อปปิ้งอาเขตที่สวยงานอีกแห่งหนึ่งของโลก แล้วยังได้รับการขนานนามว่าเป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลานด้วย ถัดจากช็อปปิ้งอาเขตก็เป็นโรงอุปรากรชื่อ สกาล่า สงสัยโรงภาพยนต์สกาล่าในไทยก็ใช้ชื่อของที่นี่ด้วยสินะ หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารจีน แล้วก็ขึ้นรถโค้ชผ่านด่านชายแดน แล้วก็เข้าสู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
รูปภาพของการเดินทางนั้น ผมเก็บไว้ที่นี่ เข้ามาดูได้ตามสบายเลยครับ:
http://www.flickr.com/photos/t_man/sets/72157617135247398/
แล้วเดี๋ยวผมจะมาเล่าตอนที่อยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ให้ฟังกันแน่นอน แต่ตอนนี้ บายคร้าบ!
ในวันแรก (11 เม.ย. 2552) ผมกับแม่ไปที่สนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 5 โมงเย็นเพื่อพบกับญาติคนอื่นๆ แล้วก็ไปรวมกลุ่มกับไกด์ทัวร์และลูกทัวร์คนอื่น ๆ หัวหน้าทัวร์ชื่อว่าคุณชัย หลังจากเช็คอินแล้ว เราก็ขึ้นเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียซึ่งมี โค้ดว่า MH ซึ่งมีความหมายที่อธิบายไว้ในตั๋วว่า Malaysian Hospitality อืม ความหมายดีแฮะ แต่ก่อนไป เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่กัวลาลัมเปอร์ก่อน เครื่องบินลำใหม่นี่ทันสมัยดีแฮะ มีจอ LCD ให้แต่ละที่นั่งด้วย ผมไม่เคยขึ้นเครื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย! แล้วก็มีตัวควบคุม ใช้งานได้หลายอย่าง เช่น เรียกพนักงานบริการบนเครื่อง, เปิด/ปิดไฟ, เปลี่ยนช่องและเสียงของวิทยุ แล้วก็ยังใช้เป็นจอยเล่นเกมและโทรศัพท์ (ด้านหลัง) ได้ด้วย! การเดินทางใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วเราก็มาถึงกรุงโรม (โรม่า) เมืองหลวงของอิตาลีในตอนเช้าของวันที่สอง
เมื่อมาถึงโรมแล้ว แน่นอนว่าเราต้องมาชมโคลอสเซียม หลังจากรถโค้ชจอดแล้ว เราได้รับการต้อนรับจากคุณวิลเลีย ไกด์ท้องถิ่นที่จะอยู่กับเราตลอดการชมกรุงโรม พอเดินไปได้นิดนึง ก็เห็น... หา มีประตูชัยในโรมด้วยเรอะ!? ครับ อยู่ใกล้ๆ โคลอสเซียมนี่เอง สงสัยจะทำเลียนแบบอันที่อยู่ในปารีส
อย่างที่เรารู้กัน โคลอสเซียมเป็นลานแสดงการต่อสู้ระหว่างนักรบกลาดิเอเตอร์หรือ นักโทษต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายในยุคโรมันโบราณ คุกใต้ดินของโคลอสเซียมถูกเรียกว่า hypogeum คุกนี้ใช้สำหรับขังสัตว์ดุร้ายที่เหล่านักโทษจะต้องสู้ ถ้านักโทษสู้ชนะ พวกเขาจะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ ส่วนการต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์ ผู้ชนะจะได้รางวัล สว่นชะตาของผู้แพ้จะถูกตัดสินโดยผู้ชม ถ้าผู้ชมยกนิ้วให้ก็จะรอดออกมาได้ แต่ถ้าผู้ชมชี้นิ้วโป้งลง ผู้แพ้จะถูกประหารชีวิต วิธีตัดสินนี้เรียกว่า Pollice verso
คุณอาจจะคิดว่าในโคลอสเซียมของจริงจะมีลานประลองอย่างที่เห็นในหนังหรือ การ์ตูนใช่ไหมครับ ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ ลานประลองที่ทำด้วยไม้ถูกเอาออกไปแล้ว เผยให้เห็นคุกใต้ดินแทน พื้นที่มีอยู่บางส่วนก็เพิ่งถูกสร้างเมื่อไม่กี่ปีมาแล้วเอง
หลังจากที่ออกมาแล้ว ขณะที่เราเดินทางไปที่เที่ยวต่อไป เราก็เห็นเสาโอเบลิสก์ การออกแบบคงจะเอามาจากอียิปต์ในตอนที่จักรวรรดิโรมันปกครองเป็นแน่
ต่อมา เรามาชมน้ำพุเทรวี่ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางน้ำชื่อ Acqua Vergine ที่ส่งน้ำจากแม่น้ำไทเบอร์ให้คนในกรุงโรมใช้ เชื่อกันว่าต้นน้ำถูกค้นพบโดยช่างของโรมันกับความช่วยเหลือของสาวบริสุทธิ์ มีตำนานเล่าว่าถ้าหันหลังแล้วโยนเหรียญด้วยมือขวา ผ่านไหล่ซ้ายหนึ่งเหรียญจะทำให้ได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง ถ้าโยนสองเหรียญจะทำให้คู่รักได้แต่งงานกัน ถ้าโยนสามเหรียญจะทำให้คู่รักหย่ากัน แต่เอ...ในวิกิพีเดีย อธิบายไม่ค่อยเหมือนกัยที่ไกด์เล่าแฮะ...
ต่อมา เรามาที่นครรัฐวาติกัน ซึ่งอยู่ในกรุงโรม เพื่อมาดูวิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่นี่เราได้เห็นสวิสการ์ดด้วยครับ สวิสการ์ดเป็นทหารชาวสวิสเซอร์แลนด์ที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดเพื่อปกป้องปราสาทและบุคคลสำคัญ พวกสวิสการ์ดเนี่ยมีชื่อเสียงในด้านวินัยและความจงรักภักดีต่อเจ้านาย เครื่องแบบของสวิสการ์ดได้รับการออกแบบโดยไมเคิลเองเจโลครับ
ตอนนี้ก็เข้ามาอยู่ในเขตมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์แ ล้วครับ เข้ามาดูข้างในวิหารกันดีกว่า...แต่เอ...วันนี้ คนเยอะจังแฮะ... จริงสิ วันนี้ (12 เม.ย. 2552) นอกจากเป็นเทศกาลสงกรานต์ของไทยแล้ว ยังตรงกับวันอีสเตอร์ด้วยนี่นา! คนพวกนี้กำลังรอใครอยู่นะ ยังดีที่จอ LCD ขนาดใหญ่หลายจอทำให้คนที่อยู่ด้านหลังเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อ๊ะ ท่านสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 นี่นา พวกเรานี่โชคดีจริงๆ ท่านสันตะปาปามักจะออกมาพบปะแล้วก็ให้พรประชาชนในวันขึ้นปีใหม่, วันอีสเตอร์ และวันคริสมาสต์ครับ
ในตอนบ่าย เรามาที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งเป็นเมืองต้นกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบเรเนอซองส์ จากบนเนินเขา เราสามารถมองเห็นดูโอโม่ (โบสถ์ในอิตาลีเรียกว่าดูโอโม่ครับ) ของเมืองฟลอเรนซ์ ที่เป็นโบสถ์แบบเรเนอซองส์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ซึ่งเป็นจุดหมายต่อไปของเรา บนเนินเขาก็มีรูปปั้นเดวิด ซึ่งเป็นผลงานของไมเคิลแองเจโล แล้วก็เห็นคนถือไม้กางเขนทองคำมา สวยดีแฮะ... ต่อจากนั้น เราก็ไปที่จตุรัสซิญญอเรีย แถวนี้มีรูปปั้นเยอะเลยครับ หลังจากนั้น เราก็เดินผ่าน Uffizi Gallery แถวนี้มีคนขายรูปวาดด้วย เราเดินผ่านด้านนอกของแกลเลอรี ซึ่งมีรูปปั้นของบุคคลที่มีชื่อเสียงของอิตาลี เช่น จิออตโต้ (Giotto) ช่างทาสีและสถาปนิก รูปปั้นของไมเคิลแองเจโล บัวนารอตติ รูปปั้นของกาลิเลโอ กาลิเลอี
หลังจากนั้น เราก็เดินทางมาที่สะพานเวคคูโอที่ทอดอยู่บนแม่น้ำอาโน เฮ้อ คนเยอะอีกเช่นเคย เพราะวันนี้เป็นวันหยุดนี่นะ... บนสะพานเวคคูโอ มีรูปปั้นของเบนเวนูโต้ เซลลินี เขาเป็นทั้งช่างทอง, ช่างทาสี, นักแกะสลัก, ทหาร, และนักดนตรี หลังจากนั้น เราก็เดินเป็นระยะทางยาวมาที่ร้านอาหารอิตาเลียน จานแรก อาหารเรียกน้ำย่อย เป็นพาสตา หลังจากพาสตาแล้วก็เป็นอาหารจานหลัก เป็นเนื้อหมูฟิลเลต์ราดน้ำเกรวี่ พร้อมกับมันมันฝรั่งอบ อร่อยมากเลยคร้าบ! สุดท้ายก็ตบด้วยของหวานตือทีรามิสุ หรือ เค้กสไตล์อิตาเลียนนั่นเอง หลังจากนั้นก็ขึ้นแทกซี่ไปโรงแรม Mediterraneo ที่ต้องขึ้นแท็กซี่ก็เพราะถนนมันเล็กเกินกว่าที่รถโค้ชจะเข้ามาได้ เป็นอันจบวันที่สอง
ในวันที่สาม หลังจากเราทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เราก็เดินทางไปกรุงเวนิส เมืองท่าที่มีชื่อเสียงของอิตาลี ซึ่งมักจะมีเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เดินทางรอบโลกมาแวะที่นี่เสมอๆ พวกเราจะนั่งเรือเล็กข้ามไปส่วนที่เป็นเกาะของเวนิสครับ เนื่องจากตอนนี้เป็นเทศกาลอีสเตอร์ ที่นี่ก็เลยมีนักท่องเที่ยวมากเช่นกันกับเมืองอื่นๆ บางส่วนกำลังอยู่ในการตกแต่งใหม่ ก็เลยอนุญาตให้นำป้ายโฆษณามาติดได้ แต่เราก็ยังเห็นสะพาน 'ลมหายใจเฮือกสุดท้าย' เพราะว่าจุดนี้จะเป็นจุดสุดท้ายที่นักโทษจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์และมองเห็น ทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเวนิสก่อนที่จะถูกนำตัวไปจองจำในเรือนจำใกล้ เคียง ต่อมา เราก็มาที่จตุรัสซาน มาร์โค ต่อมา เราก็ไปที่โรงงานเป่าแก้วมูราโน นี่เป็นห้องสาธิตการทำแก้วเวลามีนักท่องเที่ยวมาชม หลังจากเราออกมาจากโรงงานเป่าแก้วมูราโนแล้ว ไกด์ก็ให้เวลาเดินชมเมืองเวนิส ก่อนที่จะกลับมาเจอกันอีกครั้ง เราสามารถเห็นเรือกอนโดลาได้ตามคลองในเวนิส ในอดีต เรือกอนโดลาถูกใช้ในการขนส่งภายในคลองหลายสายในเวนิส แต่ในปัจจุบันมักจะมีไว้บริการนักท่องเที่ยวให้ล่องเรือชมเมือง
นอกจากเมืองเวนิสจะมีชื่อเสียงด้านเรือกอนโดลาแล้วก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่อง หน้ากากคาร์นิวัลด้วย ผู้คนมักจะใส่หน้ากากกันในวันอีสเตอร์ (วันที่พระเยซศูขึ้นสวรรค์) และระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม จนถึงวันคริสต์มาส
เอาล่ะ ได้เวลากลับเข้าแผ่นดินใหญ่แล้ว คณะทัวร์ก็มาเจอกันที่นี่ แล้วขึ้นเรือกลับ เราทานอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารท้องถิ่น วันนี้จะมีอะไรทานบ้างนะ
จานแรก เป็นสลัด จานต่อไปเป็นสปาเก็ตตี้หอยลาย บางคนแค่ทานสลัดกับสปาเก็ตตี้ก็อิ่มแล้ว แต่ยังไม่หมดหรอก ยังเหลืออีกสามจาน! ถ้ามาอิตาลีแล้วไม่ได้ทานพิซซ่าก็เหมือนกับมาไม่ถึงอิตาลี จานต่อไปก็เลยเป็นพิซซ่า หลังจากพิซซ่า เราก็ทานปลาทอดกับมันฝรั่งอบ และ... อะไรสักอย่าง... ไม่รู้ว่าคืออะไรอ้ะ! ของหวานก็เป็นมูสชอคโกแลตที่ดูจากด้านนอกแล้ว ผมนึกว่าเป็นพุดดิ้งซะอีก
คืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรม Anthony Palace โรงแรมนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2007 ก็เลยดูมีรูปลักษณ์ทันสมัย ประตูห้องของที่นี่ เข้าห้องได้ด้วยการแตะคีย์การ์ดกับแผงข้างๆ ประตู โรงแรมส่วนใหญ่ในยุโรปจะใช้การ์ดพลาสติดเพราะว่าต้นทุนต้ำ แล้วรห้สที่ใช้เปิดประตูจะต่างกันไปในการเช็คอินแต่ละครั้ง ก็เลยเก็บการ์ดกลับมาเป็นที่ระลึกได้ครับ พวกเราก็แยกย้ายไปพักผ่อน เป็นอันจบวันที่สาม
ในวันที่สี่ เราเดินทางมาที่เมืองมิลาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการออกแบบและแฟชั่น มีรถรางอยู่ให้บริการในมิลานด้วยครับ ในขณะที่เราเดินจากที่จอดรถมาทานอาหารจีน เราเดินผ่านร้านขนมปังแห่งหนึ่ง ซึ่งผมไม่ลืมที่จะถ่ายรูปขนมมาให้ดูครับ แล้วก็ถ่ายรูปขวดน้ำแร่ในภัตตาคารด้วย เนื่องจากน้ำประปาที่นี่สะอาดมาก ก็เลยดื่มจากก๊อกได้โดยตรง น้ำบรรจุขวดส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นน้ำแร่ธรรมชาติครับ ขวดเนี้ย เห็นตอนแรก ผมนึกว่าเบียร์ซะอีก...
ต่อมา เราเดินทางมาที่จตุรัสดูโอโม่ ที่นี่มีสถานที่ที่น่าสนใจหลายอย่างครับ ใกล้ๆ จตุรัสก็มีอาคาร แกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมมานูเอล ที่สอง เป็นช็อปปิ้งอาเขตที่สวยงานอีกแห่งหนึ่งของโลก แล้วยังได้รับการขนานนามว่าเป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลานด้วย ถัดจากช็อปปิ้งอาเขตก็เป็นโรงอุปรากรชื่อ สกาล่า สงสัยโรงภาพยนต์สกาล่าในไทยก็ใช้ชื่อของที่นี่ด้วยสินะ หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารจีน แล้วก็ขึ้นรถโค้ชผ่านด่านชายแดน แล้วก็เข้าสู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
รูปภาพของการเดินทางนั้น ผมเก็บไว้ที่นี่ เข้ามาดูได้ตามสบายเลยครับ:
http://www.flickr.com/photos/t_man/sets/72157617135247398/
แล้วเดี๋ยวผมจะมาเล่าตอนที่อยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ให้ฟังกันแน่นอน แต่ตอนนี้ บายคร้าบ!
#1 By Natchan on 2009-04-24 22:26