ผมไปแอ่วเมืองเหนือมาเด้อเจ้า (Part 2)
posted on 03 Apr 2009 11:19 by t-tan in Travel
กลับมาพบกันอีกแล้วนะคร้าบ!!!
ในเอนทรีที่แล้ว ผมได้เล่าประสบการณ์ตอนที่ไปค้างบ้านเพื่อนที่เชียงใหม่ ซึ่งที่เขียนไปนั่นแค่วันแรกวันเดียวนะนั่น คราวนี้จะมาเล่าการเดินทางที่เหลือให้ได้อ่านกันต่อครับ คราวนี้มีเรื่องตื่นเต้นที่ผมเจอกับตัวเองด้วยครับ!
วันที่สอง หลังจากตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันแล้ว พวกเราเดินทางไปที่น้ำตกเทพเสด็จ หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า น้ำตกตาดเหมย อยู่ในบ้านดง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด ทางเข้าจากถนนใหญ่อยู่ไม่ไกลกับที่พักมากนัก ก็นั่งรถไปบริเวณน้ำตก แล้วก็ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย เพราะได้ยินว่ามีสามชั้น
เอ้า! พวกนั้นน่ะ เดินมาเร็วๆ หน่อยสิ!

เดินมาสักพักก็ถึงสะพานไม้ไผ่ตัวหนึ่ง ทอดผ่านบริเวณน้ำไหล สูงประมาณเกือบหนึ่งเมตร พวกที่มาก่อน (ซึ่งมีผมอยู่ด้วย) ก็เดินข้ามสะพานกัน แต่...
เหมือนกับว่าสะพานมันเก่า เริ่มผุพังไปบ้าง มันรับน้ำหนักหลายคนไม่ไหว สะพานเลยหักลงมา! ผมก็อยู่ตรงปลาย ก่อนที่สะพานจะหักพอดี ตกฮวบลงไปเลย! พวกที่เดินตามมาด้านหลังก็อยู่ห่างจากเราพอสมควร เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดีนะที่มันสูงแค่หนึ่งเมตร แล้วก็ใส่กางเกงยีนส์ขายาวไปด้วย (เพื่อกันแมลง) แล้วก็ไม่ล้ม ก็เลยมีแค่แผลถลอกนิดหน่อย เอาเถอะ แผลแค่นี้มันหยุดผมไม่ได้หรอกน่า หลังจากข้ามมาได้ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานซะ


ระหว่างเดินผ่านชั้น 1,2 ก็ถ่ายรูปธรรมชาติเก็บไว้ด้วย





มาถึงน้ำตกชั้นที่สามแล้วครับ

น้ำตกมันเย็นดี ก็เลยเอาน้ำดื่มมาแช่เย็นซะเลย

ก็แวะถายรูปกัน มีลำต้นไม้ยื่นออกไปในน้ำตื้นๆ ก็ขึ้นไปถ่ายรูปกัน แล้วก็มีคนตกน้ำด้วย หลังจากเล่นน้ำ, ถ่ายรูป, พักผ่อนแล้วก็เดินออกมาที่เรือนรับรอง

ที่เรือนรับรองนี่มีแมวด้วยครับ พอเห็นแล้วทำให้นึกถึงพวกแมวที่ชอบแวะมาเล่นที่บ้านผมบ่อยๆ ก็มันคล้ายกันนี่ครับ ที่ตัวมีลายสีน้ำตาลเหมือนกันเลย เอ๊ะ หรือว่านี่คือแมวจากบ้านเรา... เป็นไปไม่ได้... (ชะโงกหน้าออกไปดูนอกบ้าน...)

หลังจากนั้นก็นั่งรถไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในตัวเมือง (จำชื่อไม่ได้ละ - -') คล้ายๆ กับฟู้ดแลนด์นะครับ มีอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาขายมากมาย ผมเลยซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสโชยุมาแพคนึง มีห้าซอง ราคารวมสองร้อยกว่าบาท และของอื่นๆ อีกเล็กน้อย ก่อนกลับมาที่ที่พัก ได้ยินว่าวันนี้จะมีเลี้ยงอาหารพิเศษกัน นั่นคือ เนื้อลูกวัวย่างครับ ปกติเนี่ยผมไม่ทานเนื้อนะครับ ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่ก็พอทานได้ นอกจากนั้นก็มีหมูย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว อาหารทะเลอีก หลังจากทานกันเสร็จก็มีของหวานต่อ เป็นเค้กชอคโกแลต เป็นการฉลองให้เพื่อนผมที่เรียนจบปริญญาตรี แล้วก็น้องของเพื่อนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หลังจากนั้นก็มีการปล่อยโคมลอย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการปล่อยสิ่งที่ไม่ดีให้ลอยไปกับโคมลอยครับ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็เข้าบ้านมาดูเพื่อนเล่น XBox ผมก็ดูอย่างเดียวแหละครับ ไม่ได้เล่นเกมคอนโซลมานานแล้ว เพราะปกติผมเล่นแต่เกมบน PC หลังจากดูเพื่อนเล่นไปสักพักก็ออกไปดูคนอื่นๆ เล่นไพ่กัน ก็เห็นว่ามีบางคนดื่มเหล้าด้วย ท่าจะจริงแฮะที่เขาเรียกกันว่า "น้ำเปลี่ยนนิสัย" น่ากลัวจริงๆ บางอย่างที่ทำไปก็ไม่รู้ตัว คิดว่าโชคดีนะเนี่ยที่เราไม่กินของแบบนั้น หลังจากนั้นก็เข้านอน
ตื่นขึ้นมาวันที่สาม ก็มีการอำกันเล็กน้อยว่า เพื่อนคนที่เมานั้นทำอะไรไปบ้าง แต่สงสัยว่าจะอำกันแรงไปหน่อยนะนั่น... หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว พ่อเพื่อนก็พาเดินชมบ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งพ่อเพื่อนเขาเป็นคนออกแบบเอง อย่างเช่น...
ใช้ลำต้นของต้นไม้มาเป็นเสาบ้าน รอยที่อยู่บนเปลือกไม้เป็นรอยจากแมลงในธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ที่เห็นขาวๆ ในรูปน่ะครับ


หน้าต่าง

เตาผิง

บันได

เก้าอี้

แต่ในขณะที่ถ่ายรูปอยู่ กล้องก็ดับ แบตเตอรี่กล้องดันมาหมดซะได้ อ้าวเฮ้ย อย่าเพิ่งมาหมดตอนนี้เซ่! กำลังถ่ายรูปอยู่เลยเนี่ย ก็เห็นแบตทำท่าจะหมดตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่ดับซะที ก็เลยนึกว่าระดับไฟแสดงมันไม่ตรงกับของจริงซะอีก เอาแล้วสิ งั้นเดี๋ยวผมเล่าต่อละกัน ถึงจะไม่มีรูปให้ดูก็เหอะ หลังจากชมบ้านที่กำลังก่อสร้างแล้ว ก็พาไปบ้านของเจ้านายของพ่อ รู้สึกว่าจะมีฐานะดีพอสมควร พอรู้ราคาของบ้านก็... ป๊าด!!! นับว่าเรามีบุญมากนะเนี่ยที่ได้มาชม นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ O.o แต่ไม่ได้เข้าไปในบ้านครับ เพราะไม่มีใครอยู่ เหมือนจะใช้เป็นที่รับรองแขกสำคัญๆ มากกว่า แล้วก็แค่เดินชมสวนก็เหนื่อยแล้ว มันน่าเสียดายตรงนี้แหละครับ กะว่าจะถ่ายรูปในนี้ซะหน่อย แต่แบตดันหมดก่อนซะนี่ ไม่งั้นจะเก็บภาพมาให้ดูกันแล้ว แล้วก็ไม่ได้เอาแบตสำรองหรือที่ชาร์จมาด้วย
หลังจากเที่ยวชมบ้านหรูเสร็จก็กลับมาพักผ่อนที่ร้านอาหาร ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่อที่ถนนคนเดินในตอนเย็น ซึ่งมีทุกเย็นวันอาทิตย์ อยู่ใกล้คูเมืองเชียงใหม่ ที่ถนนคนเดินก็มีของขายมากมาย อย่างเช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก งานศิลปะ งานฝีมือ ฯลฯ พวกเราเลยซื้ออาหารเย็นจากร้านที่ขายในถนนคนเดิน คนเยอะมากเลยล่ะครับ มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ บางทีก็หากันไม่เจอก็มี ผมไม่ได้ซื้อของฝากอะไรจากที่นี่เลยครับ คิดว่าจะรอซื้อวันสุดท้ายเลยดีกว่า แล้วก็คิดว่าถ้าซื้อไปแล้วคนรับไม่ชอบก็ไม่ซื้อตั้งแต่แรกเลยดีกว่า
หลังจากเดินกันเกือบสามชั่วโมงแล้วก็ไปทานอาหารมื้อดึกกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง ที่ได้รับการขนานนามว่า "ก๋วยเตี๋ยวแรพ" ที่ได้ชื่อนี้มาเพราะว่ามีพนักงานคนหนึ่ง เวลารับออเดอร์ลูกค้าหรือลูกค้าเรียกเก็บเงินเนี่ย พี่แกจะมีสไตล์การพูดออกแนวเหมือนร้องเพลงแรพเลย ผมคิดว่าดังขึ้นมาเพราะโน้ต อุดม แต้พาณิชย์ พูดถึงในเดี่ยวไมโครโฟนแน่เลย ก๋วยเตี๋ยวก็ใช้ได้ ลูกชิ้นก็เปลกดี เพราะลูกเล็กกว่าปกติ หลังจากทานเสร็จก็กลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการท่องเที่ยววันสุดท้าย
วันที่สี่ ก่อนจะออกเดินทาง ผมก็ลองเอากล้องมาใช้เล่นๆ ลองเปิดดู อ้าวเฮ้ย ยังมีแบตเหลืออยู่อีกนิดหนึ่งแฮะ คงจะ ยังใช้ถ่ายรูปได้อยู่ ก็เลยพกกล้องมาด้วย เรานั่งรถไปไกลพอสมควร ผมก็สงสัยว่าไปไหน แล้วเราก็มาถึงวัดพระธาตุแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ที่แท้ก็นั่งรถข้ามจังหวัดนี่เอง วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 1583 โดยพระเจ้าอโนรชามังเซ่ง กษัตริย์แห่งพม่าในสมัยนั้น วัดนี้เคยเป็นข่าวไปเมื่อมีการขุดพบพระพุทธรูปทองคำ กับวัตถุโบราณเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 นี่เอง เราก็เข้าไปทำบุญ ถวายสังฆทาน แล้วก็ชมพระพุทธรูป, พระเครื่อง, วัตถุโบราณต่างๆ ขณะที่ผมถ่ายรูปอยู่ แบตกล้องก็หมดอีกเป็นครั้งที่สอง ชื...คราวนี้ดับจริงแน่ๆ เปิดเท่าไรก็ไม่ติด แล้วก็นั่งรถไปชมบริเวณที่ขุดพบพระพุทธรูป หลังจากนั้นพวกเราก็ไปให้อาหารปลาที่วังมัจฉา อ่างเก็บน้ำห้วยย่าคำมา ให้อาหารปลา พักผ่อนอยู่สักพัก ก่อนที่จะเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง มีอาหารแนะนำคือ ขาหมูภูเก็ต...
หา! นี่เรามาเชียงใหม่ไม่ใช่เรอะ!? ทำไมถึงมาทานขาหมูภูเก็ตล่ะ อาหารขึ้นชื่อของเชียงใหม่่ก็มีขันโตกนี่นา... แต่ขาหมูนี่ก็อร่อยดีเหมือนกัน
หลังจากนั้นก็กลับไปที่บ้านพัก เตรียมเก็บของเพื่อเดินทางกลับ ก่อนกลับก็ไปบอกลาคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อน แล้วพวกพี่ๆ ก็พามาแวะที่ร้านขายของฝาก อืม มาเชียงใหม่เนี่ย เขามักจะซื้อน้ำพริกหนุ่ม กับแคปหมูกลับไปสินะ แต่ผมไม่ได้ซื้อสองอย่างนี้เลย ผมซื้อหมูยอเชียงใหม่ ขนาดหนึ่งกิโลกรัม ยาวประมาณ 20 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ซม.

เห็นว่าคงจะไม่ค่อยได้มาบ่อย แล้วก็ดันไปนึกถึงหมูยอห่อไปตองที่เคยเจอมา พอแกะใบตองออกมา โอ้โห เล็กกว่่าที่คิดไว้มากเลย คราวนี้เลยซื้อแบบ 1 กก. มาสองชิ้นใหญ่เลยครับ ไม่ห่อใบตองด้วย นี่ มันต้องอย่างนี้ ถึงจะกินได้อย่างจุใจ!
หลังจากซื้อของฝากเสร็จก็เดินทางไปที่ท่าอากาศยามเชียงใหม่ เพื่อนที่เป็นเจ้าบ้านก็มาส่งถึงหน้าห้องรอ ก่อนที่เราจะบอกลากัน ผมก็บอกเพื่อนไว้ด้วยว่าจะเอาเรื่องที่ไปเที่ยวมาลงใน blog ด้วย ถึงด้วยมาเป็นสองเอนทรีนี้ล่ะครับ! หลังจากนั่งเครื่องบินมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว คนอื่นๆ ก็มีญาติมารับ บางส่วนก็ขึ้นแท็กซี่กลับหอ ส่วนผมก็นั่งแท็กซี่กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพครับ!
เฮ้อ ตอนสงกรานต์ก็มีแผนต้องเดินทางไปต่างประเทศกับครอบครัวอีก ผมจะพยายามจำให้ได้มากที่สุดแล้วก็นำมาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ!
ในเอนทรีที่แล้ว ผมได้เล่าประสบการณ์ตอนที่ไปค้างบ้านเพื่อนที่เชียงใหม่ ซึ่งที่เขียนไปนั่นแค่วันแรกวันเดียวนะนั่น คราวนี้จะมาเล่าการเดินทางที่เหลือให้ได้อ่านกันต่อครับ คราวนี้มีเรื่องตื่นเต้นที่ผมเจอกับตัวเองด้วยครับ!
วันที่สอง หลังจากตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันแล้ว พวกเราเดินทางไปที่น้ำตกเทพเสด็จ หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า น้ำตกตาดเหมย อยู่ในบ้านดง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด ทางเข้าจากถนนใหญ่อยู่ไม่ไกลกับที่พักมากนัก ก็นั่งรถไปบริเวณน้ำตก แล้วก็ต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย เพราะได้ยินว่ามีสามชั้น
เอ้า! พวกนั้นน่ะ เดินมาเร็วๆ หน่อยสิ!

เดินมาสักพักก็ถึงสะพานไม้ไผ่ตัวหนึ่ง ทอดผ่านบริเวณน้ำไหล สูงประมาณเกือบหนึ่งเมตร พวกที่มาก่อน (ซึ่งมีผมอยู่ด้วย) ก็เดินข้ามสะพานกัน แต่...
เหมือนกับว่าสะพานมันเก่า เริ่มผุพังไปบ้าง มันรับน้ำหนักหลายคนไม่ไหว สะพานเลยหักลงมา! ผมก็อยู่ตรงปลาย ก่อนที่สะพานจะหักพอดี ตกฮวบลงไปเลย! พวกที่เดินตามมาด้านหลังก็อยู่ห่างจากเราพอสมควร เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดีนะที่มันสูงแค่หนึ่งเมตร แล้วก็ใส่กางเกงยีนส์ขายาวไปด้วย (เพื่อกันแมลง) แล้วก็ไม่ล้ม ก็เลยมีแค่แผลถลอกนิดหน่อย เอาเถอะ แผลแค่นี้มันหยุดผมไม่ได้หรอกน่า หลังจากข้ามมาได้ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานซะ


ระหว่างเดินผ่านชั้น 1,2 ก็ถ่ายรูปธรรมชาติเก็บไว้ด้วย





มาถึงน้ำตกชั้นที่สามแล้วครับ

น้ำตกมันเย็นดี ก็เลยเอาน้ำดื่มมาแช่เย็นซะเลย

ก็แวะถายรูปกัน มีลำต้นไม้ยื่นออกไปในน้ำตื้นๆ ก็ขึ้นไปถ่ายรูปกัน แล้วก็มีคนตกน้ำด้วย หลังจากเล่นน้ำ, ถ่ายรูป, พักผ่อนแล้วก็เดินออกมาที่เรือนรับรอง

ที่เรือนรับรองนี่มีแมวด้วยครับ พอเห็นแล้วทำให้นึกถึงพวกแมวที่ชอบแวะมาเล่นที่บ้านผมบ่อยๆ ก็มันคล้ายกันนี่ครับ ที่ตัวมีลายสีน้ำตาลเหมือนกันเลย เอ๊ะ หรือว่านี่คือแมวจากบ้านเรา... เป็นไปไม่ได้... (ชะโงกหน้าออกไปดูนอกบ้าน...)

หลังจากนั้นก็นั่งรถไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในตัวเมือง (จำชื่อไม่ได้ละ - -') คล้ายๆ กับฟู้ดแลนด์นะครับ มีอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาขายมากมาย ผมเลยซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสโชยุมาแพคนึง มีห้าซอง ราคารวมสองร้อยกว่าบาท และของอื่นๆ อีกเล็กน้อย ก่อนกลับมาที่ที่พัก ได้ยินว่าวันนี้จะมีเลี้ยงอาหารพิเศษกัน นั่นคือ เนื้อลูกวัวย่างครับ ปกติเนี่ยผมไม่ทานเนื้อนะครับ ไม่ถึงกับไม่ชอบ แต่ก็พอทานได้ นอกจากนั้นก็มีหมูย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว อาหารทะเลอีก หลังจากทานกันเสร็จก็มีของหวานต่อ เป็นเค้กชอคโกแลต เป็นการฉลองให้เพื่อนผมที่เรียนจบปริญญาตรี แล้วก็น้องของเพื่อนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ หลังจากนั้นก็มีการปล่อยโคมลอย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการปล่อยสิ่งที่ไม่ดีให้ลอยไปกับโคมลอยครับ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็เข้าบ้านมาดูเพื่อนเล่น XBox ผมก็ดูอย่างเดียวแหละครับ ไม่ได้เล่นเกมคอนโซลมานานแล้ว เพราะปกติผมเล่นแต่เกมบน PC หลังจากดูเพื่อนเล่นไปสักพักก็ออกไปดูคนอื่นๆ เล่นไพ่กัน ก็เห็นว่ามีบางคนดื่มเหล้าด้วย ท่าจะจริงแฮะที่เขาเรียกกันว่า "น้ำเปลี่ยนนิสัย" น่ากลัวจริงๆ บางอย่างที่ทำไปก็ไม่รู้ตัว คิดว่าโชคดีนะเนี่ยที่เราไม่กินของแบบนั้น หลังจากนั้นก็เข้านอน
ตื่นขึ้นมาวันที่สาม ก็มีการอำกันเล็กน้อยว่า เพื่อนคนที่เมานั้นทำอะไรไปบ้าง แต่สงสัยว่าจะอำกันแรงไปหน่อยนะนั่น... หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว พ่อเพื่อนก็พาเดินชมบ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งพ่อเพื่อนเขาเป็นคนออกแบบเอง อย่างเช่น...
ใช้ลำต้นของต้นไม้มาเป็นเสาบ้าน รอยที่อยู่บนเปลือกไม้เป็นรอยจากแมลงในธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ที่เห็นขาวๆ ในรูปน่ะครับ


หน้าต่าง

เตาผิง

บันได

เก้าอี้

แต่ในขณะที่ถ่ายรูปอยู่ กล้องก็ดับ แบตเตอรี่กล้องดันมาหมดซะได้ อ้าวเฮ้ย อย่าเพิ่งมาหมดตอนนี้เซ่! กำลังถ่ายรูปอยู่เลยเนี่ย ก็เห็นแบตทำท่าจะหมดตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่ดับซะที ก็เลยนึกว่าระดับไฟแสดงมันไม่ตรงกับของจริงซะอีก เอาแล้วสิ งั้นเดี๋ยวผมเล่าต่อละกัน ถึงจะไม่มีรูปให้ดูก็เหอะ หลังจากชมบ้านที่กำลังก่อสร้างแล้ว ก็พาไปบ้านของเจ้านายของพ่อ รู้สึกว่าจะมีฐานะดีพอสมควร พอรู้ราคาของบ้านก็... ป๊าด!!! นับว่าเรามีบุญมากนะเนี่ยที่ได้มาชม นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ O.o แต่ไม่ได้เข้าไปในบ้านครับ เพราะไม่มีใครอยู่ เหมือนจะใช้เป็นที่รับรองแขกสำคัญๆ มากกว่า แล้วก็แค่เดินชมสวนก็เหนื่อยแล้ว มันน่าเสียดายตรงนี้แหละครับ กะว่าจะถ่ายรูปในนี้ซะหน่อย แต่แบตดันหมดก่อนซะนี่ ไม่งั้นจะเก็บภาพมาให้ดูกันแล้ว แล้วก็ไม่ได้เอาแบตสำรองหรือที่ชาร์จมาด้วย
หลังจากเที่ยวชมบ้านหรูเสร็จก็กลับมาพักผ่อนที่ร้านอาหาร ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่อที่ถนนคนเดินในตอนเย็น ซึ่งมีทุกเย็นวันอาทิตย์ อยู่ใกล้คูเมืองเชียงใหม่ ที่ถนนคนเดินก็มีของขายมากมาย อย่างเช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก งานศิลปะ งานฝีมือ ฯลฯ พวกเราเลยซื้ออาหารเย็นจากร้านที่ขายในถนนคนเดิน คนเยอะมากเลยล่ะครับ มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ บางทีก็หากันไม่เจอก็มี ผมไม่ได้ซื้อของฝากอะไรจากที่นี่เลยครับ คิดว่าจะรอซื้อวันสุดท้ายเลยดีกว่า แล้วก็คิดว่าถ้าซื้อไปแล้วคนรับไม่ชอบก็ไม่ซื้อตั้งแต่แรกเลยดีกว่า
หลังจากเดินกันเกือบสามชั่วโมงแล้วก็ไปทานอาหารมื้อดึกกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่ง ที่ได้รับการขนานนามว่า "ก๋วยเตี๋ยวแรพ" ที่ได้ชื่อนี้มาเพราะว่ามีพนักงานคนหนึ่ง เวลารับออเดอร์ลูกค้าหรือลูกค้าเรียกเก็บเงินเนี่ย พี่แกจะมีสไตล์การพูดออกแนวเหมือนร้องเพลงแรพเลย ผมคิดว่าดังขึ้นมาเพราะโน้ต อุดม แต้พาณิชย์ พูดถึงในเดี่ยวไมโครโฟนแน่เลย ก๋วยเตี๋ยวก็ใช้ได้ ลูกชิ้นก็เปลกดี เพราะลูกเล็กกว่าปกติ หลังจากทานเสร็จก็กลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวสำหรับการท่องเที่ยววันสุดท้าย
วันที่สี่ ก่อนจะออกเดินทาง ผมก็ลองเอากล้องมาใช้เล่นๆ ลองเปิดดู อ้าวเฮ้ย ยังมีแบตเหลืออยู่อีกนิดหนึ่งแฮะ คงจะ ยังใช้ถ่ายรูปได้อยู่ ก็เลยพกกล้องมาด้วย เรานั่งรถไปไกลพอสมควร ผมก็สงสัยว่าไปไหน แล้วเราก็มาถึงวัดพระธาตุแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ที่แท้ก็นั่งรถข้ามจังหวัดนี่เอง วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 1583 โดยพระเจ้าอโนรชามังเซ่ง กษัตริย์แห่งพม่าในสมัยนั้น วัดนี้เคยเป็นข่าวไปเมื่อมีการขุดพบพระพุทธรูปทองคำ กับวัตถุโบราณเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 นี่เอง เราก็เข้าไปทำบุญ ถวายสังฆทาน แล้วก็ชมพระพุทธรูป, พระเครื่อง, วัตถุโบราณต่างๆ ขณะที่ผมถ่ายรูปอยู่ แบตกล้องก็หมดอีกเป็นครั้งที่สอง ชื...คราวนี้ดับจริงแน่ๆ เปิดเท่าไรก็ไม่ติด แล้วก็นั่งรถไปชมบริเวณที่ขุดพบพระพุทธรูป หลังจากนั้นพวกเราก็ไปให้อาหารปลาที่วังมัจฉา อ่างเก็บน้ำห้วยย่าคำมา ให้อาหารปลา พักผ่อนอยู่สักพัก ก่อนที่จะเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง มีอาหารแนะนำคือ ขาหมูภูเก็ต...
หา! นี่เรามาเชียงใหม่ไม่ใช่เรอะ!? ทำไมถึงมาทานขาหมูภูเก็ตล่ะ อาหารขึ้นชื่อของเชียงใหม่่ก็มีขันโตกนี่นา... แต่ขาหมูนี่ก็อร่อยดีเหมือนกัน
หลังจากนั้นก็กลับไปที่บ้านพัก เตรียมเก็บของเพื่อเดินทางกลับ ก่อนกลับก็ไปบอกลาคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อน แล้วพวกพี่ๆ ก็พามาแวะที่ร้านขายของฝาก อืม มาเชียงใหม่เนี่ย เขามักจะซื้อน้ำพริกหนุ่ม กับแคปหมูกลับไปสินะ แต่ผมไม่ได้ซื้อสองอย่างนี้เลย ผมซื้อหมูยอเชียงใหม่ ขนาดหนึ่งกิโลกรัม ยาวประมาณ 20 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ซม.

เห็นว่าคงจะไม่ค่อยได้มาบ่อย แล้วก็ดันไปนึกถึงหมูยอห่อไปตองที่เคยเจอมา พอแกะใบตองออกมา โอ้โห เล็กกว่่าที่คิดไว้มากเลย คราวนี้เลยซื้อแบบ 1 กก. มาสองชิ้นใหญ่เลยครับ ไม่ห่อใบตองด้วย นี่ มันต้องอย่างนี้ ถึงจะกินได้อย่างจุใจ!
หลังจากซื้อของฝากเสร็จก็เดินทางไปที่ท่าอากาศยามเชียงใหม่ เพื่อนที่เป็นเจ้าบ้านก็มาส่งถึงหน้าห้องรอ ก่อนที่เราจะบอกลากัน ผมก็บอกเพื่อนไว้ด้วยว่าจะเอาเรื่องที่ไปเที่ยวมาลงใน blog ด้วย ถึงด้วยมาเป็นสองเอนทรีนี้ล่ะครับ! หลังจากนั่งเครื่องบินมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว คนอื่นๆ ก็มีญาติมารับ บางส่วนก็ขึ้นแท็กซี่กลับหอ ส่วนผมก็นั่งแท็กซี่กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพครับ!
เฮ้อ ตอนสงกรานต์ก็มีแผนต้องเดินทางไปต่างประเทศกับครอบครัวอีก ผมจะพยายามจำให้ได้มากที่สุดแล้วก็นำมาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ!