กลับมาอัพบล็อกแล้วฮะ

แหม่ ช่วงนี้ผมเริ่มทำงานประจำแล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างละ

ช่วงสงกรานต์นี้ ผมมีแผนจะเดินทางไปญี่ปุ่นอีกแล้วครับท่าน ตอนแรกว่าจะไปช่วงต้นเดือนพ.ค. 56 แต่ต้องลางาน ก็เลยเลื่อนมาช่วงสงกรานต์แทน

เดินทาง 12-16 เม.ย. นี้ แต่ช่วงที่อยู่ญี่ปุ่นจริงคือ 13-15 เม.ย. เวลา 3 วัน 3 คืน ดูจะน้อยไปหน่อย แต่ถ้าวางแผนดีๆ ก็เที่ยวแบบฟินได้นะ

ธีมครั้งที่แล้ว "ตะลุยเกาะแมว" เพราะเดินทางไปเที่ยวที่เกาะแมว แต่ คราวนี้ ขอใช้ชื่อว่า "ซะกุระมิ" ครับ โลโก้นี่ ผมลองออกแบบเอง ให้อ่านได้ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น
 
แน่นอนว่าธีมหลักคราวนี้คือไปชมดอกซากุระ แต่ตอนนี้ รู้สึกซากุระในโตเกียวเริ่มจะร่วงโรยไปแล้ว ก็เลยคิดว่า จะไปชมซากุระแถวฟุคุชิม่าแทน พยากรณ์ซากุระจากเว็บ http://www.jwa.or.jp/content/view/full/4923/ ก็บอกไว้ว่าช่วงสงกรานต์ ซากุระบริเวณภูมิภาคโทโฮคุ (ฟุคุชิม่า, เซ็นได) จะบานเต็มที่พอดี
 
นอกจากชมซากุระแล้วก็อาจจะมีพาไปเดินในอากิฮาบาระอีกรอบ และเขียน review ร้านอาหารสัก 2-3 ร้าน ที่ผมไปทานมาด้วย
 
คิดไว้คร่าวๆ หลังจากกลับมาแล้ว กว่าจะเขียนเป็นบล็อกได้ คงจะใช้เวลาสัก 2-3 เดือน แต่ถ้าอยากติดตามแบบสด ก็ดูได้จาก twitter และ facebook ผมฮะ
 
แล้วเจอกันครับ!

edit @ 6 Apr 2013 10:48:50 by t_maan

135. ผมมี blog แห่งที่สองแล้วฮะ

posted on 09 Jan 2013 17:35 by t-tan  in Misc  directory Diary
โผล่มาอัพบล็อกซะหน่อย ถือเป็นเรื่องแรกต้อนรับปี 2556 ก็แล้วกัน

เรื่องนี้ เหมือนผมยังไม่ได้บอกในบล็อกนี้สินะ

ตอนนี้ ผมมีบล็อกแห่งที่สองแล้วฮะ หรือถ้าจะพูดให้ถูก ผมได้เป็นหนึ่งในนักเขียนของเว็บไซต์ japaijapan.com ครับ


เว็บนี้เป็นที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่เรียนหรือทำงานในญี่ปุ่น หรืออยู่ที่ไทย แต่มีความสนใจเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ผลัดกันมาเขียนบทความครับ บทความก็มีหลากหลาย แล้วแต่สไตล์การเขียนของแต่ละคน อย่างของผม ก็จะเอาบล็อกที่เคยเขียนไปแล้วใน exteen มาลงใน japaijapan อีกที ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าเห็นรูปจากบล็อกผมไปโผล่ที่นั่น =w=

ผมลงบทความใน japaijapan ไปแล้วสองเรื่อง คือ Pocky Day กับเรื่องการผ่าน ตม. ญี่ปุ่นถ้าเดินทางคนเดียว เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เลยคล้ายกันอยู่ฮะ

ขั้นตอนต่อไปที่คิดไว้คร่าวๆ คือ เขียนเรื่องเกี่ยวกับทัวร์แมวจรที่เคยลงใน exteen ลงใน japaijapan ครับ คาดว่าน่าจะเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้นกว่าใน exteen ที่เดียว

ก็แอบคิดอยู่เรื่องปัญหาการคัดลอกบทความจากที่อื่นๆ มาลง แต่นี่ ผมคัดลอกมาจากบล็อกตัวเอง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเนอะ

ก็ขอฝากเว็บ japaijapan.com ไว้กับผู้ที่มาอ่านบล็อกผมด้วยนะคร้าบ

\อัคคาริ~น!/
ถ้าให้ผมแบ่งการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น ก็คงจะแบ่งได้ตามความเชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่มาเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกๆ อาจจะยังไม่ชำนาญนัก ก็จะมากับคณะทัวร์ ซึ่งจะจัดการด้านสถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน อาหาร และที่พักให้เกือบหมด เพียงแค่จ่ายเงินแล้วก็ทำวีซ่าเท่านั้น ถ้าเก่งขึ้นมาหน่อยก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเอง เป็นกลุ่มเล็กๆ ในลักษณะเพื่อน หรือครอบครัว จะมีอิสระในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง และที่พักมากกว่าแบบไปกับทัวร์ สำหรับคนที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้ว  จะรู้ว่าการเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศญี่ปุ่นนั้นทำได้ง่ายมาก ด้วยระบบรถไฟความเร็วสูง, รถไฟบนดินและใต้ดิน, และรถเมล์ ได้เชื่อมโยงเกือบทุกภูมิภาคของญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน แต่ก็ยังมีวิธีท่องเที่ยวที่ท้าทายยิ่งกว่านั้นอีก นั่นคือการเดินทางคนเดียวครับ ทั้งเรื่องเอกสาร การจองตั๋วและที่พัก รวมถึงการเดินทาง ต้องวางแผนเองเกือบทั้งหมด เดี๋ยวเอาประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าดีกว่า

ผมไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 ครับ วัตถุประสงค์เพื่อไปร่วมงานประชุมวิชาการ ตามประสานักศึกษาปริญญาโทที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ แล้วก็ต้องให้ผลงานได้รับการตีพิมพ์ด้วยล่ะครับ อาจารย์บอกเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน ถ้ามีเวลาเตรียมตัวสักสองสามเดือนแบบนี้ ก็จะพอวางแผนในการเดินทางคนเดียวได้บ้างล่ะ ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วง ที่จะน่าเป็นห่วงก็คือตอนเดินทางไปถึงสนามบิน ก่อนที่จะเข้าประเทศได้ ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเสียก่อน จากประสบการณ์ที่ผมเคยเดินทางคนเดียว ตรงนี้ผมว่ามันตื่นเต้นมากๆ ถ้าภาษาญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรงพอละก็ ลุ้นกันใจหายใจคว่ำเลยล่ะ  จะโดนถามอะไรบ้างเนี่ย แล้วเราจะเข้าใจที่เขาถามมั้ยเนี่ย ผมผ่าน JLPT N5 มา ก็ยังรู้สึกเลยว่ายังสื่อสารได้ไม่คล่อง กว่าจะผ่านได้ รู้สึกเลยว่าใช้เวลาไปนานอยู่ ประมาณ 10 นาที ผมก็เลยมีคำแนะนำสำหรับการผ่าน ตม. ญี่ปุ่น ถ้าเดินทางคนเดียวมาฝากครับ คำแนะนำส่วนใหญ่ก็สามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางเลย
 
1. เอกสารที่หน่วยงานที่เชิญ(งานประชุม, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เราจะไปหา) ส่งมาให้ ได้แก่ จดหมายเชิญ ถ้าเขาส่งมาให้เป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ pdf แนะนำให้พิมพ์ออกมาบนกระดาษครับ เพราะอาจจะได้ใช้แสดงที่ตม. ก่อนเข้าประเทศ ข้อนี้ ถ้ามาเที่ยวกับคณะทัวร์ ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเอกสาร แต่ถ้าไปกลุ่มเล็กๆ หรือไปคนเดียว มีโอกาสที่เราต้องแสดงเอกสารการเดินทางสูงขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่ตม. ก็คงจะไม่อนุญาตให้เราเปิดแลปทอปเพื่อแสดงเอกสารด้วย ถ้าเป็นไปได้ ทางที่ดีที่สุดก็คือให้ทางผู้เชิญส่งเอกสารตัวจริงมา พร้อมกับลายเซ็นจริงครับ  แล้วถ้าเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือเดินทางคนเดียว เพื่อการท่องเที่ยว ไม่มีใครเชิญมา และไม่มีคนที่ติดต่อได้ในญี่ปุ่นล่ะ จะทำอย่างไรดี อย่างตอนที่ผมไป ได้รับจดหมายเชิญมา แต่เขาไม่ได้เซ็นมาด้วย เลยถูกเรียกดูเอกสารเพิ่มเติม...

2. รายละเอียดที่พักในญี่ปุ่น เช่น ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ วันเช็คอินและเช็คเอาท์ ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่สำคัญเพื่อให้ตม. แน่ใจว่าเรามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งระหว่างที่อยู่ในญี่ปุ่น ถ้าเราจองที่พักไว้แล้ว ข้อมูลพวกนี้จะอยู่ในใบจองที่พัก ต้องเตรียมไว้แสดง นอกจากใช้ติดต่อแล้วยังต้องใช้ตอนเขียนใบตม. และใบผ่านด่านศุลกากรด้วย แนะนำให้พิมพ์ลงกระดาษเหมือนกับจดหมายเชิญครับ แล้วถ้าเราอยู่ในญี่ปุ่นหลายวัน แล้วต้องเดินทางไปหลายๆ เมือง ก็แนะนำให้พิมพ์ใบจองที่พักออกมาให้ครบทุกที่ด้วยครับ อย่างที่บอกว่า ถ้ามาเที่ยวกับคณะทัวร์ก็จะไม่ค่อยมีปัญหาตรงนี้

3. แผนการเดินทาง ถ้าเรามาเที่ยวคนเดียวอย่างนี้ แน่นอนว่าเราจะต้องวางแผนการเดินทางไว้ก่อนมาแน่ๆ แนะนำให้พิมพ์แผนการคร่าวๆ ลงกระดาษเช่นกัน เนื่องจากเราขอวีซ่าท่องเที่ยว ซึ่งใช้เข้าญี่ปุ่นได้ชั่วคราว ไม่เกินช่วงเวลาที่กำหนด เวลาเจ้าหน้าที่ ตม. ขอดูเอกสาร จะได้รู้ว่าเราจะอยู่ในญี่ปุ่นกี่วัน แล้วจะเดินทางออกวันไหน เราอาจจะต้องแสดงตั๋วเครื่องบินขากลับให้ดูด้วย

4. ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว เจ้าหน้าที่ตม. ส่วนใหญ่จะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษพื้นฐานได้ ก็ลองใช้ภาษาอังกฤษดูครับ

5. แต่ถ้ายังสื่อสารกันไม่เข้าใจจริงๆ อย่างตอนที่ผมไปคนเดียว เจ้าหน้าทีตม. จะมีหนังสือคู่มือที่รวมคำศัพท์และประโยคต่างๆ ทางด้านการตรวจคนเข้าเมืองเอาไว้หลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย เวลาเขาจะถามหรือขอดูเอกสารอะไร เข้าจะชี้คำภาษาไทย (ที่มีภาษาญี่ปุ่นกำกับไว้) ในหนังสือให้เราเลย ผมว่าก็เข้าใจได้ง่ายดีมาก แต่ถ้าเขาถึงกับต้องใช้วิธีนี้แสดงว่าสื่อสารกันลำบากทั้งสองฝ่ายล่ะ ...

ขอให้โชคดีกับการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองกันถ้วนหน้านะฮะ ขอให้ผ่านกันง่ายๆ ไม่ต้องถึงกับข้อ 5 อย่างผมนะคร้าบ (ฮา)
ปล. ที่ไม่ได้พูดถึงหนังสือเดินทางและวีซ่า เพราะคิดว่าทุกคนคงจะมีกันเรียบร้อยแล้วละ

edit @ 23 Nov 2012 10:46:40 by t_man